ปัญหาคาซังกับการศึกษาไทย

โดย ธิติมา ทองศรี คอลัมน์ ตะวันแดง

ปัญหาการศึกษาไทยมีตั้งแต่ระดับรากจุดเริ่มไปจนถึงผลผลิตบุคคล ปัจจุบันมีเด็กหลุดจากระบอบการศึกษาจำนวนมาก มีเด็กไทยจำนวนกว่า “1,726,995 คน” ที่ต้องหลุดพ้นจากระบบการศึกษา เพราะความยากจน รัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ปี 2560 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เขียนไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กในประเทศไทยทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งครบ 12 ปีที่รัฐดูแลจะจบที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ทำให้เด็กบางคนที่ไม่มีฐานะร่ำวยจึงหลุดจากระบอบการศึกษาไป ไม่เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งนี้ยังไม่นับเรื่องความเครียดในการเรียน ค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ผันตามการศึกษาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาในไทยสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เฉกเช่นเดียวกับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศไทย 

ระบบการศึกษาถ้ายึดถือความเท่าเทียมและความสำคัญในการพัฒนาประชากรแล้วก็ไม่ควรนำมาหากำไร รัฐบาลไม่ควรหากำไรกับการศึกษา แม้ว่างบที่ลงทุนไปจะขาดทุนก็ตาม ข้อเสนอของผู้เขียนคือการศึกษาควรให้เวลาบุคคลได้พัฒนาชีวิตตัวเอง ได้มีเวลาสำรวจโลก ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่กลับมาจากโรงเรียนแล้วก็หมดแรงเหนื่อยกายเหนื่อยใจ ทั้งนี้เราจะมองการศึกษาแยกขาดจากสังคมไปไม่ได้เลย เช่น ในไทยการเรียนต่อในระดับสูง คือลู่ทางแห่งความหวังและโอกาสเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ยิ่งในครอบครัวชนชั้นล่างหรือกลางจะยิ่งเข้มข้น แต่บางครั้งในครอบครัวชนชั้นล่าง เด็กเลือกที่จะไม่ศึกษาต่อหรือเรียนสูง เขาเลือกที่จะมาช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงินเลยมากกว่า เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว มันสะท้อนว่าถ้าการศึกษาฟรีจริงทั้งระบบก็ยังไม่เพียงพอ ถ้าพ่อแม่ยังยากจน เด็กๆ ต้องช่วยทำงาน หรือพ่อแม่เต็มไปด้วยความเครียดจากการหาเงินประทังชีวิต การเรียนของเด็กๆ ก็ยากที่จะมีประสิทธิภาพได้ การศึกษาจึงเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นด้วย พ่อแม่ต้องมีสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย

นอกจากนั้นการเรียนต่อระดับสูงๆ ขึ้นไปในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าถ้าสำเร็จการศึกษาแล้ว คุณจะมีงานทำ ได้รายได้ดี สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจตกต่ำ มีนักศึกษาที่จบมาแล้วตกงานเยอะมาก กรมสุขภาพจิตปี 2562 เปิดเผยปัญหาโรคซึมเศร้าในวัยรุ่น สำรวจมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพบว่ามีเด็กคิดฆ่าตัวตายจำนวน 6% สาเหตุหลักคือ เครียดการเรียน เพราะการศึกษามีการแข่งขันสูง การตีตราคนด้วยตัวเลข ตีเป็นเกรด และยังต้องแข่งกันเรียนพิเศษติวเพื่อสอบเข้ามหาลัย เนื่องจากมีค่านิยมการจัดลำดับมหาลัย เช่น ถ้าจบจากมหาลัยท็อปสิบอันดับจะเป็นที่ยอมรับในสังคมมากกว่า สิ่งนี้สะท้อนว่านอกจากระบบการศึกษายังล้มเหลว ตัวการศึกษาเองยังไร้ประสิทธิภาพในการผลิตเด็กให้มีความสุขอีกด้วย

ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่าการศึกษารับใช้อะไร ดูจากหลักสูตร เช่น วิชาสังคมที่ไทยสอนแต่พุทธศาสนา ประวัติศาสตร์กระแสหลัก เราควรสอนหรือตั้งคำถามเรื่องความเท่าเทียม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การคอรัปชั่นไหม เช่น ทำไมเด็กประเทศโลกที่สามถึงอยากไปเป็นเด็กล้างจานในประเทศโลกที่หนึ่ง บลาๆ และสิ่งสำคัญคือ หากการศึกษามีไว้เพื่อรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มันควรจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราเรียกร้องคุณภาพชีวิตที่ดี และจะต้องไม่ได้รับอิทธิพลจากชนชั้นปกครอง ครูนั้นจริงๆ ก็คือผู้ทำงานการเมือง ซึ่งการที่เราจะปฎิรูปการศึกษาได้นั้น เราไม่อาจเพิกเฉยการต่อสู้ในทางการเมือง ในเชิงนโยบาย และการต่อสู้กับรัฐบาลได้เลย


ภาพประกอบจาก : thebangkokinsight