บทสัมภาษณ์: ภายหลังการปฏิวัติฮ่องกง ตอน 1

แปลและเรียบเรียงโดย หว่องเกล้าไว

ฮ่องกงกลายเป็นพาดหัวข่าวเมื่อปี 2019 ที่คลื่นแห่งการต่อสู้ปะทุขึ้นอันเกิดจากการร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่ที่รัฐบาลฮ่องกงเสนอเข้าสภา Lam Chi Leung นักสังคมนิยมในฮ่องกงได้ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์สังคมนิยมสากล (International Socialism) เกี่ยวกับการต่อต้านกฎหมายฯ รากเหง้าของการต่อต้านที่เกิดจากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก่อนหน้านี้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

ขณะนี้ การรายงานข่าวของฮ่องกงในประเทศฝั่งตะวันตกย้ำเรื่องการปราบปรามขบวนการประชาธิปไตย ดูเหมือนว่าการเคลื่อนไหวประท้วงที่ปะทุขึ้นในปี 2019 ที่เกิดจากความพยายามของจีนในการบังคับใช้กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับใหม่กับฮ่องกงนั้นได้ถูกควบคุมแล้ว การรับรู้เช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?

เราต้องยอมรับว่าขบวนการต่อต้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ถูกควบคุมไว้ได้ ณ เดือนตุลาคม 2021 มีผู้ถูกจับกุมทั้งหมด 10,265 คน มีผู้ถูกตั้งข้อหาในความผิดทางอาญา 2,684 คน ซึ่งในจำนวนนี้ถูกตั้งข้อหาก่อจลาจล 720 คน นักเคลื่อนไหว 9 คนฆ่าตัวตาย และมีข้อสงสัยว่าผู้ประท้วงบางคนอาจถูกสังหาร

การเคลื่อนไหวเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผู้เข้าร่วมเดินขบวนเพียงเล็กน้อยในเดือนมีนาคมและเมษายน 2019 แต่กลายเป็นการประท้วงในวงกว้างในช่วงก่อนที่รัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (SAR) ที่จะผ่านกฎหมายดังกล่าวในวันที่ 9 มิถุนายน 2019 กระแสการประท้วงรวมถึงการเดินขบวนสองครั้งของผู้คนมีมากกว่าสองล้านคนในเดือนมิถุนายนและสิงหาคม เท่ากับ 1 ใน 4 ของประชากรในฮ่องกง ทั้งยังมีการยึดสภานิติบัญญัติของรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม และการต่อสู้ทางการเมืองที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จในวันที่ 5 สิงหาคม นักเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวนมาก มหาวิทยาลัยสารพัดช่างและมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกงถูกนักศึกษาและผู้ประท้วงเข้ายึดพื้นที่

มีการปะทะกับตำรวจอย่างรุนแรงในเดือนพฤศจิกายน แต่หลังจากนั้นกระแสการประท้วงก็เริ่มตกต่ำ การชุมนุมประท้วงที่วางแผนไว้ถูกระงับหรือลดระดับลงเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในฮ่องกงเมื่อปลายเดือนมกราคม 2020 จากนั้นรัฐบาลจีนใช้ทางลัด เลี่ยงสภานิติบัญญัติของรัฐฮ่องกง ไปบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกงแทน ซึ่งถูกตอบโต้รุนแรงในวันที่ 30 มิถุนายน 2020 แม้ว่าจะมีการประท้วงเป็นระยะ ๆ หลังจากผ่านกฎหมายนี้ เช่น การจุดเทียนในเขตต่าง ๆ ทั่วฮ่องกงเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน แต่การเคลื่อนไหวของมวลชนส่วนใหญ่ก็ยุติลง

โควิด-19 และปัจจัยอื่นๆ เปลี่ยนแปลงรูปแบบการประท้วงได้อย่างไร และสถานการณ์ตั้งแต่กระแสการประท้วงลดลงเป็นอย่างไรบ้าง?

จากแรงผลักดันของขบวนการต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้มีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นใหม่เมื่อสิ้นปี 2019 ซึ่งรวมถึงเครือข่ายลูกจ้างโรงพยาบาลรัฐ (Hospital Authority Employees Alliance-HAEA) ที่จัดตั้งโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขแนวหน้าและมีสมาชิกประมาณ 20,000 คน ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2020 คนทำงานเหล่านี้ได้นัดหยุดงานเป็นเวลา 5 วันเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานโรงพยาบาลฮ่องกงจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เพียงพอแก่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ในขณะที่ไวรัสสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายจากหวู่ฮั่นไปยังพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีน HAEA ยังเรียกร้องให้ปิดพรมแดนฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ทันที ดังนั้น การระบาดครั้งแรกของโควิด-19 ในฮ่องกงทำให้อำนาจศักดิ์ศรีของรัฐบาลฮ่องกงลดลง ในขณะเดียวกันก็เร่งการเติบโตของการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานใหม่ ผู้คนเห็นว่าชนชั้นแรงงานเคลื่อนไหวได้เป็นระบบกว่าการประท้วงบนท้องถนนที่ไม่มีการรวมกลุ่มจัดตั้ง

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ร้ายแรงที่สุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน 2020 ทว่าตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2020 สถานการณ์ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายลงแล้ว รัฐบาลฮ่องกงยังไม่ได้ยกเลิกคำสั่งจำกัดการชุมนุมในที่สาธารณะ และห้ามการเดินขบวนในวันแรงงานสากล รัฐบาลฮ่องกงใช้คำสั่งเหล่านี้เพื่อหยุดการชุมนุมของคนจำนวนมากใน “วันที่ละเอียดอ่อน” (sensitive dates) ได้แก่ การรำลึกถึงเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินวันที่ 4 มิถุนายน วันครบรอบการเคลื่อนไหวต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนวันที่ 9 มิถุนายน และวันครบรอบการคืนฮ่องกงให้แก่ประเทศจีนวันที่ 1 กรกฎาคม

การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในเดือนมิถุนายน 2020 จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการต่อต้านของมวลชน เช่นเดียวกับที่กฎหมายกำหนดไว้ กฎหมายนี้เข้มงวดในเรื่องความคิด “โค่นล้ม” อำนาจรัฐ ทั้งยังครอบคลุมกิจกรรมที่หลากหลาย เช่นกิจกรรมการเรียกร้องเอกราชของฮ่องกงอย่างเปิดเผย คำขวัญที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลฮ่องกงหรือพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) รวมถึงการแสดงป้ายที่มีข้อเรียกร้องเหล่านี้ให้เป็นการกระทำผิดกฎหมาย

“การสมรู้ร่วมคิด” ระหว่างชาวฮ่องกงและกลุ่มพลังทางการเมืองในต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ แต่ไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจนของอาชญากรรมนี้ นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดให้มีการจัดตั้งหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายพิเศษของฮ่องกง ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลพรรค CCP หน่วยงานนี้สามารถลบเนื้อหาออนไลน์ เข้าและค้นบ้าน และขอข้อมูลใด ๆ จากบุคคล เจ้าหน้าที่สามารถอายัดทรัพย์สินส่วนบุคคลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาล โดยพื้นฐานแล้วหน่วยงานพิเศษนี้ไม่มีพันธะผูกพันตามกฎหมายท้องถิ่นของฮ่องกง และสามารถทำทุกอย่างได้ตามต้องการ โรงเรียนมัธยมศึกษาและห้องสมุดเริ่มถอดหนังสือที่สนับสนุนความเป็นอิสระของฮ่องกงหรือส่งเสริมการต่อต้านทางทหารของฝ่ายค้านประชาธิปไตย พรรค CCP วางแผนที่จะดำเนินการที่เรียกว่า “อุดมการณ์รักชาติ” ซึ่งนำไปสู่ความพยายามที่จะล้างสมองผู้เรียนในระบบการศึกษา

นับตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งต่าง ๆ ในฮ่องกงก็เลวร้าย มีผู้ถูกจับกุมราว 100 คน รวมถึงฝ่ายค้าน 47 คนที่เข้าร่วมการลงคะแนนเลือกตั้งขั้นต้นในปี 2020 เพื่อคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่สภานิติบัญญัติ Jimmy Lai ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ Apple Daily ที่สนับสนุนความเคลื่อนไหวประท้วง และพนักงานอาวุโสของเขาบางคนถูกจับกุมเช่นกัน องค์กรทางการเมืองและภาคประชาสังคมที่เป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐประมาณ 40 แห่งประกาศยุบองค์กร ได้แก่ แนวร่วมสิทธิมนุษยชนของพลเมือง (Civil Human Rights Front) สหภาพแรงงานครูวิชาชีพฮ่องกง สมาพันธ์แรงงานฮ่องกง พันธมิตรฮ่องกงเพื่อสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยผู้รักชาติของจีน (HKAS) และสหภาพนักศึกษาในสถาบันต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง มีการโต้เถียงกันใหญ่ว่าจะยอมแพ้โดยไม่ตอบโต้เลยหรือ ผู้สนับสนุนการยุบองค์กรแต่เนิ่นๆ บางคนยืนกรานว่า การยุบองค์กรจะได้รับการผ่อนปรนจากทางการ ซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งหมด คนอื่น ๆ โต้แย้งว่าหากไม่ยุบโดยเร็วอาจได้รับอันตรายทางกายภาพ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องจริง อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคนแย้งเรื่องการยุบองค์กร รวมทั้ง Tonyee Chow Hang-tung รองประธาน HKAS มองว่า “ยิ่งเราเผชิญภยันตรายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องประเมินข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกอย่างรอบคอบ พวกผู้ปกครองได้ชักดาบออกมาแล้ว การให้ ‘ความร่วมมือ’ กับปฏิบัติการของทางการในขั้นตอนนี้จะไม่ทำให้เราได้เปรียบอย่างแน่นอน”

นอกจาก Apple Daily ที่ถูกบังคับให้ต้องหยุดตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2021 สื่อทางเลือกของฮ่องกงยังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองที่รุนแรงด้วย ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ Stand News ได้ลบบทความเก่าทั้งหมด สถานีโทรทัศน์สาธารณะ Radio Television Hong Kong ตกอยู่ภายใต้การเซ็นเซอร์ของรัฐบาลที่เข้มงวดในปีที่ผ่านมา บางรายการถูกระงับและบางโฮสต์ถูกแทนที่ พลเมืองฮ่องกงมีความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องโพสต์ออนไลน์และโชว์คำขวัญทางการเมือง โดยหวั่นเกรงว่าจะถูกตรวจพบหรือถูกรายงานต่อหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ

กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติกำหนดว่าไม่เพียงแค่การกระทำเท่านั้น แม้แต่คำพูดที่ชวนให้ “แบ่งแยกดินแดน” “โค่นล้ม” หรือ “สมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มเคลื่อนไหวในต่างประเทศ” ก็สามารถถูกลงโทษทางอาญาได้ คำจำกัดความของหมวดหมู่ทางกฎหมายทั้งสามหมวดนี้มีความคลุมเครืออย่างยิ่ง รัฐจงใจปฏิเสธที่จะชี้แจงให้ชัดเจนว่า “เส้นสีแดง” ทางการเมืองอยู่ที่ใด ทางการจีนจึงตั้งเป้าที่จะข่มขู่พลเมืองฮ่องกงเพื่อขยายอำนาจการควบคุมของรัฐบาลกลาง บุคคลที่สนับสนุนรัฐบาลปักกิ่งบางคนหนุนว่า กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติไม่ควรนำมาใช้แค่เพื่อโจมตีผู้ต่อต้านอย่างเปิดเผยเท่านั้น แต่ควร “กวาดล้างทางการเมือง” ที่กินเวลาอย่างน้อยสองปีด้วย ซึ่งจุดมุ่งหมายเพื่อส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสถาบันตุลาการ สังคม วัฒนธรรม อุดมการณ์ การศึกษา และสื่อมวลชนของฮ่องกง และเพื่อเสริมอำนาจการควบคุมของรัฐจีน รัฐบาลเขตปกครองพิเศษฮ่องกงกำลังเตรียมเริ่มกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 23 ของกฎหมายพื้นฐานหรือรัฐธรรมนูญของฮ่องกง กระบวนการนี้คือ ฮ่องกงตรากฎหมายของตนเองขึ้นมาเพื่อปกป้อง “ความมั่นคงของชาติ” ของรัฐบาลจีน ทางการจีนต้องการสร้างกฎหมายดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อปี 2003 การเดินขบวนของชาวฮ่องกง 500,000 คนนำไปสู่การออกกฎหมายที่คล้ายคลึงกัน

ลักษณะและองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวในปี 2019 เป็นอย่างไร? กลุ่มพลังทางสังคมกลุ่มใดที่มีส่วนเกี่ยวข้อง? ขบวนการเคลื่อนไหวจัดตั้งกันอย่างไร? ข้อเรียกร้องและสโลแกนคืออะไร?

ขบวนการต่อต้านการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นหนึ่งในการต่อสู้แย่งชิงมวลชนที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่อังกฤษคืนฮ่องกงให้แก่จีนในปี 1997 แสดงให้เห็นว่า ชาวฮ่องกงไม่พอใจอย่างยิ่งกับสถานะที่เป็นอยู่ตั้งแต่ได้รับมอบอำนาจมีความสุดโต่งมากขึ้น และไม่ไว้ใจรัฐบาลกลางในกรุงปักกิ่ง

ขบวนการมวลชนส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน แต่ยังรวมถึงผู้สูงวัยและผู้เกษียณอายุด้วย และนักศึกษามหาวิทยาลัยและมัธยมศึกษา สหภาพแรงงาน พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ ครู และข้าราชการ ยังมีการชุมนุมที่จัดขึ้นโดยผู้สูงอายุอีกด้วย การเดินขบวนและการปิดล้อมส่วนใหญ่เปิดตัวผ่านโซเชียลมีเดีย และการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน อย่างไรก็ตาม การเดินขบวน การปิดล้อม หรือการโจมตีไม่ได้เป็นผลมาจากการระดมพลจากกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรสหภาพแรงงานแทนที่จะเป็นอย่างนั้น นี่คือเหตุผลที่การเคลื่อนไหวถูกอธิบายว่าเป็น “การกระจายกำลังและขาดการรวมกลุ่มจัดตั้ง” การเคลื่อนไหวของมวลชนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วยสโลแกนหลัก: “ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ไม่ใช่หนึ่งข้อ!” ข้อเรียกร้อง 5 ข้อนั้น ได้แก่ ถอนร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน, ตั้งคณะกรรมการสอบสวนการใช้ความรุนแรงของตำรวจ, เพิกถอนข้อหาผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ก่อจลาจล, นิรโทษกรรมผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม และเลือกตั้งทั่วไปแบบคู่ขนาน ซึ่งหมายถึงการเลือกตั้งทั้งสภานิติบัญญัติและหัวหน้าผู้บริหารของฮ่องกง คำที่โดดเด่นอื่น ๆ ได้แก่ “ปลดปล่อยฮ่องกง” “การปฏิวัติแห่งยุคของเรา” “ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ” และ “ยืนหยัดกับฮ่องกง” เสียงบางส่วนภายในขบวนการเรียกร้องให้มีการยกเลิกกำลังตำรวจเพราะใช้ความรุนแรงมากขึ้น

แม้ว่าข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อไม่มีข้อเรียกร้องใดที่มีมิติทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การมีส่วนร่วมจำนวนมากสะท้อนให้เห็นความไม่พอใจของสาธารณชนต่อการแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมในฮ่องกง ทุนนิยมตลาดเสรีของฮ่องกงได้เพิ่มความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น พลเมืองฮ่องกง 1 ใน 5 หรือประมาณ 1.65 ล้านคนอาศัยอยู่ใต้เส้นความยากจน ค่าสัมประสิทธิ์จินี (Gini coefficient) ซึ่งวัดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้สูงกว่าสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ บิดาของ Marco Leung Ling-kit ซึ่งเป็นชายหนุ่มคนแรกในขบวนการต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ฆ่าตัวตาย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “รัฐบาลได้ปรับแต่งร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อคนรวย แต่ไม่คุ้มครองชาวฮ่องกงที่เหลือ รัฐบาลแสวงหาความมั่งคั่งอย่างโง่เขลา ทำให้คนหนุ่มสาวทำงานให้คนรวยและกลายเป็นทาส ชนชั้นล่างและคนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามนโยบายนี้เลย”

ใครเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหว? และกลุ่มพลังทางการเมืองกระแสหลักเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่?

เราสามารถอธิบายได้ทั้งในแง่ของความเป็นผู้นำในองค์กรและทางการเมือง-อุดมการณ์ จากมุมมองขององค์กร การเดินขบวนอย่างสันติส่วนใหญ่ริเริ่มโดยกลุ่มแนวหน้าสิทธิมนุษยชนของพลเมือง แต่การบุกโจมตีอาคารรัฐบาลและการยึดครองมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ระดมพลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ขบวนการนี้นำแนวคิดที่ว่า “ไม่มีเวทีใหญ่” ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายค้านและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมไม่ได้เข้ามาเป็นผู้นำและไม่กล้าทำเช่นนั้น แม้แต่แนวร่วมสิทธิมนุษยชนของพลเมือง ซึ่งริเริ่มการเดินขบวนหลายครั้ง ก็ยังขาดอำนาจและความสามารถในการเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในทุกด้าน เป็นเพียงผู้สร้างเวทีการมีส่วนร่วมของประชาชนเท่านั้น

ในเชิงอุดมการณ์ ขบวนการส่วนใหญ่สะท้อนความคิดของระบอบประชาธิปไตยแบบชนชั้นนายทุน ลัทธิท้องถิ่นนิยมฮ่องกงทั้งที่สนับสนุนสหรัฐฯ และต่อต้านการรวมเข้ากับจีนในมุมมองของฝ่ายขวา กลุ่มลัทธินี้พยายามที่จะครอบงำขบวนการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ โชคไม่ดีที่ฝ่ายซ้ายอ่อนแอเกินไปและแตกกระจายไม่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหว

แนวคิดที่ว่า “ไม่มีเวทีใหญ่” เป็นผลมาจากความไม่พอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่นักเคลื่อนไหวรุ่นเยาวชน ด้วยความอ่อนแอและการประนีประนอมของพรรคเดโมแครตสายกลาง นักเคลื่อนไหวเยาวชนเหล่านี้ไม่ไว้วางใจพรรคการเมืองที่พยายามจะครอบงำการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม พวกท้องถิ่นนิยมฝ่ายขวายังผลักดันแนวคิดนี้ “รื้อเวทีใหญ่” โดยพยายามยึดการนำขบวนการด้วยการดูหมิ่นขบวนการทางสังคมที่ก้าวหน้า นอกจากนี้ หนึ่งในสโลแกนของขบวนการต่อต้านฯ คือ “ห้ามแตกแยกกัน!” เน้นย้ำให้เห็นชัดเจนว่า การประท้วงอย่างสันติและสามัคคีกันโดยไม่กล่าวโทษกัน อย่างไรก็ตาม ผลตามมาคือ ยอมให้คนท้องถิ่นฝ่ายขวาจัดตั้งไป

ฝ่ายซ้ายเราจะไม่ยอมเผชิญกับทางเลือกระหว่างสองทางเลือกที่ไม่น่าพอใจนี้ คือ แบบข้าราชการ องค์กรจากบนลงล่าง กับวิธีการประท้วงที่ไร้การจัดตั้ง แต่เราต้องการเสนอทางเลือกที่สามคือ การสร้างรูปแบบขององค์กรจากล่างสู่บนซึ่งผู้มีส่วนร่วมต้องรับผิดชอบซึ่งกันและกัน เมื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นแล้ว สามารถเป็นเวทีถกเถียงทิศทางการเคลื่อนไหว และที่สำคัญกว่านั้นคือ การรวมหมู่ใช้ตอบโต้การต่อสู้แบบปัจเจกกระจัดกระจาย นี่จะเป็นก้าวสำคัญสู่การจัดตั้งรวมกลุ่มของมวลชน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวในปี 2019 ล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายนี้ และถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของการเคลื่อนไหว

(อ่านต่อตอน 2 ในฉบับหน้า)

******************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6