เศรษฐกิจล้มละลาย ประชาชนลุกฮือ เกิดอะไรขึ้นกับศรีลังกา?

เรียบเรียงโดย ณัฐภัทร งิ้วทอง

“ศรีลังกา” รัฐชาติเกาะแห่งคาบสมุทรอินเดียกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจอันหนักหน่วงที่สุด เพราะรัฐบาลเพิ่งผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ประเทศเป็นเอกราช ซึ่งปัญหาดังกล่าวทำให้ประชาชนกว่า 22 ล้านคน ต้องเผชิญกับการถูกตัดไฟฟ้าเป็นเวลานานกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน อีกทั้งปัญหาการขาดแคลนอย่างรุนแรงของอาหาร พลังงาน และสิ่งจำเป็นอื่น ๆ เช่น ยารักษาโรค เป็นต้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจประเทศ โดยอัตราเงินเฟ้อทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 17.5%

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้มีจุดเริ่มมาจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เพราะกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกข้าวสาลีของโลกนั้นมาจากสองประเทศดังกล่าว อัตราส่งออกดังกล่าวส่งผลอย่างรุนแรงต่อตลาดอาหารโลกอันเนื่องมาจากปัญหาการล้มเหลวในการเก็บเกี่ยว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเก็งกำไรจากนักเก็งกำไรทั้งหลายที่กำลังกักตุนและผลักดันราคาข้าวสาลีให้สูงขึ้นเมื่อเห็นถึงความขาดแคลนผลผลิต

ศรีลังกาถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก ทั้งน้ำมัน อาหาร และยารักษาโรค หนึ่งในนั้นคือข้าวสาลี ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ที่พึ่งพาการนำเข้าในลักษณะนี้จะเก็บเงินตราต่างประเทศไว้ในมือเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าดังกล่าว แต่การขาดแคลนการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในศรีลังกากำลังสร้างความโกรธเคืองแก่ประชาชนอันเนื่องมาจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น

การขาดแคลนอาหารและเชื้อเพลิงนำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในศรีลังกาเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ราคาของสินค้า เช่น นมผงและไก่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่า ผู้ประท้วง Sanjeeva Perera กล่าวว่า “มีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผู้คนไม่มีอาหาร เชื้อเพลิง และถึงแม้เราจะมีเงินเราก็ไม่สามารถซื้อสิ่งที่เราต้องการได้ รัฐบาลไม่สนใจว่าผู้คนกำลังทุกข์ทรมาน” Prasad Colombage ผู้ประท้วงอีกคนหนึ่งกล่าวเสริมว่า “ผู้คนกินอาหารเพียงแค่วันละมื้อเท่านั้น”

การประท้วงต่อต้านราคาอาหารที่สูงขึ้นทำให้ผู้มีอำนาจหวาดกลัวการจลาจล การนัดหยุดงาน และการปฏิวัติที่ซึ่งจะเป็นการตอบสนองอันน่ายินดีต่อสงครามและความหิวโหย โดยรายงานฉบับใหม่ขององค์การสหประชาชาติเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามในยูเครนเตือนว่า “ความเสี่ยงต่อการเกิดความไม่สงบ การขาดแคลนอาหาร และภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากเงินเฟ้อจะไม่สามารถถูกลดหย่อนได้”

ราคาอาหาร เชื้อเพลิง และไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นเมื่อต้นเดือนเมษายน ทำให้ผู้ประท้วงจำนวนมากออกมารวมตัวกันในถนนในเมืองหลวงโคลัมโบและใจกลางเมืองแคนดี้ จากนั้นในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน คณะรัฐมนตรีศรีลังกาทั้งหมดก็ลาออก ยกเว้นพี่น้องราชปักษา โกตาบายาและมหินดา ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีตามลำดับ

การล่มสลายทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้เกิดการประท้วงได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ค่าเงินรูปีของศรีลังกาทรุดตัวลงและประเทศกำลังเผชิญกับการล้มละลาย คู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของศรีลังกาอย่างจีนและอินเดียกำลังพิจารณาความช่วยเหลือ

วิกฤตที่เพิ่มขึ้นในศรีลังกาสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ประธานาธิบดีโคตาบายา ราชปักษา ลาออก การประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงโคลัมโบเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งหมดลาออกจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากการถูกตัดไฟฟ้า การขาดแคลนอาหาร และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนหลายคนกลัวว่าประเทศจะผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ต่างประเทศและการล่มสลายทางเศรษฐกิจจะเลวร้ายลง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เสนอเงินกู้เพื่อการรักษาเสถียรภาพแก่ศรีลังกา โดยกองทุนจะเรียกร้องให้ลดเงินอุดหนุนอาหารและเชื้อเพลิงที่ช่วยให้คนยากจนมีชีวิตอยู่ได้ เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมประท้วงเดินขบวนไปยังพื้นที่ Galle Face ของโคลัมโบที่ซึ่งคฤหาสน์ของนักการเมืองชั้นนำตั้งอยู่ เพื่อเรียกร้องให้ “เปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดเดี๋ยวนี้”

นับเป็นครั้งแรกที่ผู้คนจากความเชื่อทางการเมืองและสังคมทุกประเภทมารวมตัวกัน โดยมีข้อเรียกร้องที่ไม่อาจเจรจาได้เพื่อให้ประธานาธิบดีลาออก ความเกลียดชังต่อ โคตาบายา ราชปักษา เป็นการพลิกกลับอย่างน่าทึ่งสำหรับนักการเมืองอาชีพซึ่งได้ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2562 พรรคของเขาได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภาสองในสาม และสามารถแต่งตั้ง มหินดา น้องชายของเขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ พวกเขาร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเสริมสร้างอำนาจของประธานาธิบดี

ผู้ประท้วงรายหนึ่งกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ฉันโหวตให้ราชปักษาโดยคิดว่าเขาเป็นสิงโต ตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าเขาแย่กว่าสุนัขเสียอีก” มันจะเป็นชัยชนะอันหอมหวานหากโกตาบายาถูกกำจัดโดยการกระทำบนท้องถนน แต่วิกฤตเศรษฐกิจจะไม่ถูกกวาดล้างไปอย่างง่ายดาย ผู้ที่จะขึ้นสู่อำนาจหลังจากเขาจะต้องพยายามทำให้ชนชั้นแรงงานและคนจนต้องชดใช้ค่าเสียหายที่หนักที่สุดสำหรับหนี้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นของศรีลังกา

ความเป็นไปได้หลักจากนี้ ศรีลังกาอาจได้รับเงินกู้ IMF ครั้งที่ 17 เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะมาพร้อมกับเงื่อนไขใหม่ นโยบายการคลังที่เกี่ยวกับภาวะเงินฝืดที่ศรีลังกาจะต้องปฏิบัติตาม ซึ่งจะจำกัดโอกาสของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและทำให้ความทุกข์ยากของชาวศรีลังการุนแรงยิ่งขึ้น

*******************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6