“เมืองที่เท่ากัน” 12 นโยบายของ วิโรจน์ กล้าชนจริง หรือแค่ปาหี่

โดย สหายกลั่น

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ดูเหมือนจะเป็นสนามการเลือกตั้งที่น่าจับตามองรองจากการเลือกตั้งทั่วไป ที่มันเป็นเช่นนั้นก็เพราะ กทม. เป็นศูนย์กลางการบริหาร งบประมาณ และอำนาจของทั้งประเทศ ซึ่งการได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. ถือเป็นโอกาสในการแสดงความสามารถและใช้ทรัพยากรอันมั่งคั่งของ กทม.

ทั้งนี้ผู้เขียนจะวิจารณ์นโยบายของผู้สมัครลงรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. วิโรจน์ ลักขณาอดิสร ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่เป็นที่นิยมในบรรดาคนรุ่นใหม่และยังได้รับการชื่นชมในระดับหนึ่งว่าเป็นที่พรรคที่หัวก้าวหน้า อย่างที่ทราบกันว่า วิโรจน์ ได้เสนอนโยบายที่ และได้โฆษณาตัวเองว่าเน้นชนนายทุนอันเป็นต้นตอปัญหา

นโยบายต่างๆ ของ วิโรจน์ โดยใจความแล้ว ได้แก่ การเพิ่มสวัสดิการเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ คนพิการ และเด็กให้ถ้วนหน้า การให้บริการวัคซีนฟรี การกระจายงบประมาณ การสร้างที่อยู่อาศัย การพัฒนาการบริการขนส่งสาธารณะให้คน กทม. จ่ายไหว ขึ้นค่าเก็บขยะห้างใหญ่และปรับปรุงจุดทิ้งขยะ พัฒนาศูนย์เด็กเล็กและทำสัญญาจ้างงานประจำสำหรับครูกับพี่เลี้ยง ตัดวิชาเรียนที่ไม่จำเป็นออกและเพิ่มเวลาเรียนรู้นอกห้องเรียน แก้ไขปัญหาท่อระบายน้ำ เปลี่ยนที่ดินรกร้างให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ปรับปรุงและพัฒนาทางเท้า และการต่อต้านการคอร์รัปชั่น (เจอส่วยแจ้งผู้ว่าฯ)

เราทราบกันดีว่าประชากรส่วนใหญ่ใน กทม. เป็นชนชั้นแรงงาน แต่หากเราสังเกตดีๆ แล้ว ประโยชน์ที่ชนชั้นแรงงาน กทม.ที่จะได้รับจากนโยบายดังกล่าวนั้นจะไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไหร่ หรืออาจจะได้เพียงเล็กน้อย อย่างการสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มในเมืองที่อาจมองข้ามตึกร้างหรืออาคารที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์โดยมีไว้เพื่อเก็งกำไรสำหรับเจ้าของตึกร้าง ซึ่งสำคัญมากที่จะทำการเวนคืนตึกเหล่านี้เพื่อทำที่อยู่อาศัยเพิ่ม และการตั้งค่าเช่าไม่เกิน 3,500-9,000 บาท ก็ควรจะถูกกว่านี้ ซึ่งการตั้งค่าเช่าควรใช้การคำนวณเป็นไม่เกินร้อยละ 5 ของปริมาณเงินเดือนทั้งหมดหรือถึงขั้นฟรีในช่วงแรก

รวมถึงการสร้างก็ไม่ควรเน้นอยู่ที่ภายในตัวเมืองเพียงอย่างเดียว จะต้องกระจายที่อยู่อาศัยให้ทั่ว กทม. เพื่อไม่ให้มีความแออัดในตัวเมืองมากไปกว่านี้

การพัฒนาการบริการขนส่งสาธารณะเองนอกเหนือจากการเพิ่มเส้นทางเดินรถเมล์แล้ว ก็ไม่ควรหยุดแค่การ “จ่ายไหว” มันควรจะฟรีสำหรับทุกคน โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ต้องเปลืองเงินไปกับค่าเดินทางแลกกับระยะเวลาที่ไม่คุ้มค่าเหมือนที่กำลังประสบกันอยู่ หากทำได้ ชนชั้นแรงงานจะมีเวลาว่างมากขึ้น มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น มีเงินเก็บมากขึ้นและยังมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นอีกด้วยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเดินทางบวกกับระบบขนส่งสาธารณะที่มีความถ้วนหน้าทำให้ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตในระหว่างเดินทาง แบบนี้จะเป็นการลดค่าครองชีพจริงๆ

ในเรื่องของการขึ้นค่าเก็บขยะห้างใหญ่และการปรับปรุงจุดทิ้งขยะ ผู้เขียนต้องการที่จะเน้นไปที่สภาพการทำงานของพนักงานทำความสะอาดของ กทม.ด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนเก็บขยะ คนกวาดถนน คนจัดต้นไม้ ฯลฯ ที่เงินเดือนเริ่มต้นยังไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ (ฐานเงินเดือนสูงสุดอยู่ที่ 9,400 บาทเมื่อปี 2564) สวัสดิการก็ไม่มี และยังเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวอีก จะต้องมีการเพิ่มฐานเงินเดือน มีสิทธิ์สวัสดิการรองรับ มีอุปกรณ์ทำงานที่ทันสมัยและปลอดภัยและจะต้องมีการบรรจุเป็นพนักงานประจำ คนทำงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อ กทม. อย่างมาก หากเราจะพัฒนาการรักษาความสะอาดใน กทม. โดยไม่สนใจตัวพนักงานก็คงจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบเขาต่อไป

สำหรับศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กนั้น นอกจากจะพัฒนาและการบรรจุครูและพี่เลี้ยงเป็นพนักงานประจำแล้ว ก็ควรสร้างให้ทั่วถึงด้วย ชุมชนแต่ละแห่งใน กทม. ควรมีศูนย์เลี้ยงเด็กเล็กประจำชุมชน เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่เป็นชนชั้นแรงงาน และจะต้องฟรีอีกด้วย ส่วนเรื่องของการศึกษาใน กทม. นอกจากการปรับหลักสูตรแล้ว ยังต้องจัดให้การศึกษาฟรีและมีคุณภาพด้วย

การจัดงบประมาณการศึกษาต้องไม่ตั้งอยู่บนฐานของการปั่นยอดเกรดซึ่งเป็นที่มาของความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน แต่จะต้องอยู่บนฐานของการส่งเสริมการศึกษาอย่างเปิดกว้างโดยถ้วนหน้า

สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้เสมอถ้าจะทำเพื่อคนกรุงเทพฯ ที่เป็นคนส่วนใหญ่ นั่นคือ ชนชั้นแรงงาน โดยผ่านการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อให้มีงบประมาณในการจัดการและแน่นอนมันย่อมไปกระทบต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งผลประโยชน์อันมหาศาลเหล่านั้น มาจากน้ำพักน้ำแรงของชนชั้นแรงงานทั้งสิ้น

หากจะ “ชนนายทุน” จริงๆ ขั้นต่ำคงต้องกล้าทำเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้า ถึงจะได้ชนนายทุนจริงๆ มากกว่าการเก็บค่าเก็บขยะจากห้างนายทุน

***********************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6