การเลือกตั้งในฟิลิปปินส์ : เพื่อการเมืองใหม่ เพื่อเศรษฐกิจใหม่

เขียนโดย เรฮานา โมฮีดีน พรรคมวลชนแรงงาน
แปลโดย พัชณีย์ คำหนัก

ขณะนี้มีการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจะติดตามและเรียนรู้การเมืองในฟิลิปปินส์ เพราะมีพรรคการเมืองฝ่ายประชาชนเข้าชิงตำแหน่งด้วย ผู้แปลจึงนำบทความของพรรคมวลชนแรงงานหรือ (Party of the Laboring Masses -PLM) ซึ่งเป็นแนวร่วมขององค์กรสังคมนิยมแรงงานในไทย เพื่อทราบถึงวิธีคิดและนโยบายของพรรคฝ่ายซ้ายสังคมนิยมในการตัดสินใจลงเลือกตั้งและให้เห็นภาพการต่อสู้ทางการเมืองอันดุเดือดในฟิลิปปินส์

การเลือกตั้งระดับชาติในฟิลิปปินส์กำลังเกิดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 อันเป็นช่วงเวลาที่ประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด สภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ สังคม กำลังแรงงานมากกว่าหนึ่งในห้า (22.1%) หรือประชากรเกือบหนึ่งในสิบ (9.78%) ว่างงานหรือจ้างงานต่ำระดับ ในขณะที่ความมั่งคั่งโดยรวมของชาวฟิลิปปินส์ที่ร่ำรวยที่สุด 50 คนเพิ่มขึ้น 30% จากปี 2020-2021 ฟิลิปปินส์ยังเป็นประเทศที่เปราะบางที่สุดในโลกในเรื่องการได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ไต้ฝุ่น ภายในปี 2030 คาดว่าประชากรประมาณ 50% จะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้พื้นที่ต่างๆ ของเมืองสำคัญจมอยู่ใต้น้ำ รวมถึงเมืองหลวงมะนิลา

ระบบการเมืองของประเทศ พบว่า กลุ่มอดีตเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสทะเยอทะยานอย่างไม่ลดละที่จะกลับคืนสู่อำนาจและสร้างพันธมิตรกับประธานาธิบดีดูเตอร์เตและพรรคพวกของเขาที่มุ่งจะปกป้องอำนาจของเครือว่านตนเองในการเลือกตั้งระดับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้น ลูกชายของอดีตผู้นำเผด็จการ บองบอง มาร์กอส จูเนียร์ ลงสมัครรับตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมด้วยซารา ดูเตอร์เต ลูกสาวของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี กลุ่มเหล่านี้ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับกลุ่มขวาจัดสุด อย่างกลุ่มอาร์โรโย และแอสตราดา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นนายทุน ‘มหาเศรษฐี’ ของฟิลิปปินส์ กลุ่มพลังเหล่านี้เป็นตัวแทนของฝ่ายขวาสุดโต่งของชนชั้นปกครองของประเทศ

นักสังคมนิยมชาวฟิลิปปินส์ในพรรคมวลชนแรงงานหรือ PLM ซึ่งเป็นพรรคจดทะเบียนของกลุ่มคนชายขอบ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรพรรคกรีนและฝ่ายซ้ายหลายคน ตัดสินใจที่จะท้าทายและคัดค้าน “มาร์กอส-ดูเตอร์เต พันธมิตรแห่งความชั่วร้าย” เพื่อสร้างทางเลือกสังคมนิยม ดังนั้น ครั้งนี้จึงเป็นการรณรงค์เลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงเพราะนับเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายซ้ายเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นครั้งแรกที่แรงงานและผู้นำแรงงานลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นครั้งแรกที่มีผู้สมัครชิงตำแหน่งเสนอทางออกสังคมนิยมเพื่อต่อต้านระบบทุนนิยม ในการรณรงค์เลือกตั้ง พรรค PLM มุ่งทลายกรอบการเมืองแบบเก่า วางรากฐานให้แก่การเมืองก้าวหน้า และสนับสนุนการเมืองของประชาชนในรูปแบบใหม่ในเวทีการเลือกตั้งระดับชาตินี้

ผู้นำแรงงานที่ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ลีโอดี้ เด กุซมัน (Leody De Guzman) เขาได้ประกาศในเวทีหาเสียงระดับชาติทางโทรทัศน์ว่า “เราต้องการการเมืองใหม่ เศรษฐกิจใหม่”

ดูเตอร์เต — การเติบโตของระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยม

ระบอบการปกครองของดูเตอร์เต ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 เป็นตัวแทนของการเติบโตของอุดมการณ์ขวาจัด อำนาจนิยม และเหยียดเชื้อชาติ (neo-fascist) ในระดับสากลนับจากประธานาธิบดีฌาอีร์ เมซีอัส โบลโซนารู ของบราซิลไปจนถึงโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา วิกเตอร์ ออร์บานของฮังการี และนาเรนทรา โมดี ผู้นำฟาสซิสต์ของอินเดีย แนวโน้มนี้เป็นวิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยม ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วิกฤตสิ่งแวดล้อม กับความล้มเหลวของรัฐบาลเสรีนิยมใหม่ในการจัดการกับวิกฤติซ้อนวิกฤติเหล่านี้ ปรากฏการณ์นี้ยังเป็นผลมาจากการที่ฝ่ายซ้ายไม่สามารถสร้างมวลชนและระดมกำลังออกมาต่อต้านเสรีนิยมใหม่และทุนนิยมได้

การเลือกดูเตอร์เตเป็นผลมาจากความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยของ “ชนชั้นนำ” หลังยุคมาร์กอส ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีคอรี อากีโน เป็นต้นมา ซึ่งขึ้นมามีอำนาจได้จากการปฏิวัติของประชาชนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2529 ที่โค่นล้มระบอบเผด็จการของเฟอร์ดินานด์ มาร์กอสที่ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2515

‘การทำสงครามกับยาเสพติด’ ที่น่าละอายของดูเตอร์เตเป็นสงครามต่อต้านความยากจน ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพราะมีการวิสามัญฆาตกรรมผู้คนไปแล้วราว 27,000 คน เขายังใช้กฎหมายปิดปากฝ่ายค้าน ออกพระราชบัญญัติต่อต้านการก่อการร้ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 อนุญาตให้มีการจับกุมโดยไม่มีหมายจับเป็นเวลา 24 วัน คำจำกัดความของการก่อการร้ายคลุมเครือและกว้าง และครอบคลุมถึงการไม่เห็นด้วยหรือการประท้วงที่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อลงโทษทางอาญา อีกทั้ง มีกลไกคณะทำงานเฉพาะกิจแห่งชาติเพื่อยุติความขัดแย้งในอาวุธคอมมิวนิสต์ในท้องที่ (NTF-ElCAC) ไว้โจมตีทางทหารและทำสงครามจิตวิทยากับชุมชนที่สงสัยว่ามีกิจกรรมของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งฟิลิปปินส์-กองทัพประชาชนใหม่-แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (CPP-NDF-NPA) กฎหมาย ‘อาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต’ ที่ออกมาในสมัยอดีตประธานาธิบดีน้อยนอย อาควิโน มีประสิทธิภาพในการจัดการผู้ต่อต้านรัฐบนโซเชียลมีเดีย ดูเตอร์เตก็ใช้กฎหมายนี้ในการจับกุมและตั้งข้อหานักข่าวชื่อดังระดับโลกซึ่งเป็นผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ คือ มาเรีย เรสซา ซีอีโอของสื่อออนไลน์ Rappler ในข้อหา “หมิ่นประมาททางไซเบอร์”

สำหรับมวลชนนั้น ไม่แยแสและอ่อนแอลงจากการถูกปกครองด้วยนโยบายเสรีนิยมใหม่มาหลายทศวรรษ ซึ่งทำลายรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคมและชีวิตของพวกเขา คือ ว่างงาน ทำงานชั่วคราว เข้าไม่ถึงการบริการขั้นพื้นฐาน ไม่ได้รับการปฏิรูปที่ดิน ยากจนและหิวโหยอย่างรุนแรง ทั้งได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและวิกฤตสิ่งแวดล้อม ความเดือดร้อนทั้งหมดนี้รุนแรงขึ้นจากผลพวงของการแพร่ระบาด ในบริบทนี้เองที่ดูเตอร์เตได้รับการเลือกตั้ง เขาได้รับการสนับสนุนจากมวลชนเพราะเสนอนโยบายประชานิยมกอปรกับวาทศิลป์ของเขา ซึ่งรวมถึงให้คำมั่นสัญญาที่จะยุติการจ้างงานไม่มั่นคงหรือการจ้างเหมาช่วง ซึ่งทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจากส่วนต่างๆ ของขบวนการแรงงาน ทั้งเสนอยุติข้อตกลงเยี่ยมเยียนทางทหารกับสหรัฐอเมริกา (ข้อตกลงที่อนุญาตให้มีกองทัพสหรัฐฯ อยู่ในฟิลิปปินส์) และเขาสนับสนุนจีนต่อต้านสหรัฐฯ ในข้อพิพาททะเลจีนใต้และหมู่เกาะสแปรตลีย์ที่มีข้อพิพาท ดูเตอร์เตเคยเป็นพันธมิตรของกองทัพประชาชน พรรคคอมมิวนิสต์ฯ และเขาได้แต่งตั้งผู้นำขององค์กรมวลชนจำนวนหนึ่งที่เป็นพันธมิตรกับพรรค CPP-NPA ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงานต่างๆ

ทว่าหลังจากนั้น ดูเตอร์เตแตกหักกับพรรค CPP-NPA ไล่คนของพรรคออกจากรัฐบาล และเริ่มไล่ล่าผู้นำใต้ดิน ซึ่งรวมถึงการสังหารอย่างโหดเหี้ยม และปฏิบัติการทางทหารต่อฐานที่มั่นของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนพื้นเมืองในมินดาเนา

พรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นแนวร่วมของพรรคเสรีนิยมอ่อนแอลงอย่างมากจนไม่สามารถและไม่สนใจที่จะต่อต้านดูเตอร์เต ในสภาคองเกรสนั้นส่วนใหญ่เปลี่ยนข้างและสนับสนุนดูเตอร์เต รองประธานาธิบดี นางเลนี โรเบรโด ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเสรีนิยมคนปัจจุบัน สมัครแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีนี้ในฐานะผู้ชิงอิสระ แต่เธอไม่มีแนวคิดต่อต้านดูเตอร์เต

ฉะนั้น จึงเป็นภารกิจของขบวนการมวลชนที่นำโดยฝ่ายซ้ายที่จะต้องเป็นแนวหน้าต่อต้านดูเตอร์เต

โทษประชาชน ไม่โทษระบบ

ชนชั้นนายทุนเสรีนิยมมักตำหนิประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้แก่ดูเตอร์เต เราปฏิเสธข้อโต้แย้งนี้เพราะพวกเสรีนิยมไม่สนใจปัญหาเชิงระบบ นั่นคือระบบการเมืองที่หล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำกฎระเบียบของชนชั้นนำ การปกครองของชนชั้นนำในฟิลิปปินส์มีพื้นฐานมาจากระบบการเมืองที่มีลักษณะสืบทอดอำนาจกันในเครือว่านครอบครัวหรือราชวงศ์ (dynasty) และตระกูลการเมือง

ในวุฒิสภามีวุฒิสมาชิก 17 คนจาก 24 คนมาจากระบบเครือว่านและตระกูลมการเมือง ในสภาล่าง ผู้แทนอำเภอ 71% มาจากตระกูลการเมืองและราชวงศ์ทางการเมือง ผู้แทนบัญชีรายชื่อพรรคที่จัดสรรไว้ให้แก่กลุ่มคนชายขอบ 62 คนจาก 134 คนมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์และตระกูลการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดใน 81 จังหวัด มากกว่า 80% มาจากราชวงศ์ทางการเมือง และมากกว่า 51% เป็นแนวร่วมกับดูเตอร์เต ระบบ ‘การเมืองเครือว่าน’ หรือราชวงศ์นี้สร้างขึ้นจากการฉ้อโกงการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากการบีบบังคับและใช้ความรุนแรง ฝ่ายค้านเสรีนิยมเล่นเกมเดียวกันกับราชวงศ์ทางการเมือง พวกเขายังมาจากราชวงศ์และตระกูลการเมือง ดังนั้น เราพรรค PLM จำเป็นต้องฝ่าฝืนระบบดังกล่าว เพื่อให้ฝ่ายซ้ายได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งครั้งนี้

การเปลี่ยนแปลงระบบในฟิลิปปินส์เป็นการต่อสู้เพื่อรื้อราชวงศ์ทางการเมืองทั้งยวง นี่คือบริบทของการเลือกตั้งในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

การรณรงค์เลือกตั้งของพรรค PLM

ลีโอดี้ เด กุซมัน ผู้นำแรงงานและสมาชิกผู้ก่อตั้งพรรค PLM และประธานศูนย์แรงงานสังคมนิยม (the Solidarity of Filipino Workers-BMP) ลงสมัครรับตำแหน่งประธานาธิบดี ส่วนวอลเดน เบลโล นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ประธานองค์กรแนวร่วมสังคมนิยม Laban ng Masa สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ทีมสมัครรับเลือกตั้งในวุฒิสภาของเรานำโดย Luke Espiritu ทนายความด้านแรงงาน อดีตสมาชิกสภาแห่งชาติของพรรค PLM และประธาน BMP อีกทั้ง พรรค PLM ยังรวมกับพันธมิตรสังคมนิยมสีเขียวกับพรรค Nature Party และพรรค Green ซึ่งมีผู้นำคือ Roy Cabonegro และ David D’Angelo ลงสมัครชิงตำแหน่งในวุฒิสภา พรรค PLM ยังชิงตำแหน่งผู้แทนระบบบัญชีรายชื่อพรรคในสภาล่าง เพราะเรามีนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาท้องถิ่นหลายคนที่ต่อต้านตระกูลการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองแบบเก่า เรามีข้อเสนอเปลี่ยนแปลงสังคมฟิลิปปินส์ให้ไปในทิศทางสังคมนิยม ซึ่งเผยแพร่ในหลายแพลตฟอร์ม ดังนี้

• จัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดที่มีมูลค่าสุทธิกว่า 100 ล้านเปโซ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ

• ยกเลิกการชำระหนี้เป็นเวลา 5 ปี; ยกเลิกกฎหมายการจัดสรรหนี้อัตโนมัติ และตรวจสอบหนี้ที่มีอยู่ทั้งหมด

• กู้คืนและการคืนทรัพย์สมบัติที่เหลืออยู่ของมาร์กอส มูลค่ารวม 126 พันล้านเปโซ และดำเนินคดีกับสมาชิกในครอบครัวมาร์กอสที่เก็บและใช้ทรัพย์สมบัติที่ขโมยมานั้น

• ใช้ทรัพย์สินความมั่งคั่งที่ถูกขโมยไปจากข้างต้นรับมือกับการระบาดของโควิด-19

• ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศทันที เป็นวันละ 750 เปโซ (ราว 486 บาท) -ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำปี 64 ของฟิลิปปินส์อยู่ที่ 316-537 เปโซ-ผู้แปล

• ยึดถือหลักการควบคุมของคนทำงาน ต้องมีระบบปรึกษาหารือกับคนงานในอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจต่างๆ ผ่านการจัดตั้งสหภาพแรงงาน คณะกรรมการลูกจ้างบริหารควบคู่ไปกับคณะกรรมการบริหารของบริษัท

• หยุดสัญญาจ้างงานระยะสั้น ควบคุมราคาน้ำมัน ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต น้ำ ปัจจัยการผลิตในไร่นา และสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานอื่นๆ

• จัดตั้งองค์กรรควบคุมการเกษตรของเกษตรกรรายย่อยและประกันอธิปไตยทางอาหาร แจกจ่ายที่ดินที่เหลืออยู่ทั้งหมด ป้องกันการแปลงที่ดินโดยเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ระงับการปฏิบัติตามคำสั่งขององค์การการค้าโลก

• บังคับใช้กฎหมายต่อต้านการสืบทอดราชวงศ์ทางการเมือง นำไปเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

• สร้างความยุติธรรมของสภาพภูมิอากาศ เรียกร้องค่าชดเชยจากประเทศร่ำรวยให้รับผิดชอบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและระบบพลังงานสะอาด

• กำหนดมาตรการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิทางเพศ ยุติความรุนแรงต่อสตรี ผ่านกฎหมายการหย่าร้าง ลดโทษการทำแท้ง; ผ่านกฎหมายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างค่าจ้างทางเพศ เพศ LGBTQIA+ ถูกกฎหมาย สนับสนุนความเท่าเทียมในการแต่งงาน

• ดำเนินการเจรจาสันติภาพกับ CPP-NDF-NPA ต่อโดยไม่มีเงื่อนไข ยกเลิกพระราชบัญญัติต่อต้านการก่อการร้ายปี 2020 ลดงบประมาณของหน่วยงานป้องกันของรัฐทั้งหมด

• ยึดถือสิทธิในการกำหนดตนเอง สนับสนุนการต่อสู้ของชาวบังซาโมโรเพื่อเอกราชที่สมบูรณ์และมีความหมาย เสริมสร้างและบังคับใช้หลักการของชนพื้นเมืองที่มีความเป็นเจ้าของร่วมกันและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ

• เพื่ออธิปไตยของชาติและความเป็นสากล ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ต้องยุติข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ และปิดฐานทัพทหารโดยพฤตินัยของสหรัฐฯ ทั้งหมดในประเทศทันที ปฏิเสธคำกล่าวอ้างของนักขยายเขตอำนาจและอิทธิพลของจีนและสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้

ฝ่ายซ้ายที่เหลือล้มเหลวในการตอบสนองต่อความท้าทายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นนี้ เพราะส่วนหนึ่งใช้กลยุทธ์ ‘ดำเนินธุรกิจตามรูปแบบเดิม’ (business as usual) ของตนในเวทีการเลือกตั้ง คือดำเนินการสมัครรับเลือกตั้งที่ผูกติดอยู่กับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีของชนชั้นนายทุน อย่างที่พรรคคอม CPP สนับสนุนดูเตอร์เต (เพราะชั่วร้ายน้อยกว่า) มาคราวนี้ พรรค CPP, Akbayan และ Partido Manggagawa (พรรคแรงงาน) สนับสนุนนางโรเบรโด ส่วนขบวนการแรงงานถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มสหภาพแรงงานที่สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านของชนชั้นนายทุน ในขณะที่สภาแรงงานแห่งฟิลิปปินส์สนับสนุนฝ่ายขวา มาร์กอส จูเนียร์

ปัจจุบันพันธมิตรมาร์กอส-ดูเตอร์เต นำการเลือกตั้ง โดยมีเลนี โรเบรโดตามหลังเป็นอันดับ 2 แต่มีการใช้โพลชี้นำชัยชนะของมาร์กอส จูเนียร์ ให้ไปในทิศทางที่สนับสนุนเขา นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการส่วนใหญ่สนับสนุนมาร์กอส-ดูเตอร์เต ซึ่งอาจนำไปสู่การฉ้อโกงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ลงนามในสัญญากับบริษัท F2 Logistics ซึ่งมี Dennis Uy เป็นเจ้าของและยังเป็นลูกน้องของดูเตอร์เต ทั้งมีข่าวลือเรื่องการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าในสิงคโปร์ ที่จะสนับสนุนมาร์กอส จูเนียร์

ส่วนโรเบรโดได้รับการสนับสนุนจากตระกูลการเมืองไม่กี่แห่ง บทบาทของสหรัฐอเมริกามักเป็นปัจจัยทางการเมืองในฟิลิปปินส์เสมอ รัฐบาลสหรัฐปัจจุบันสนับสนุนโรเบรโด เธอจึงระมัดระวังอย่างมากในการโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เช่น ในกรณีของนโยบายต่างประเทศ คำแถลงส่วนใหญ่ของเธอเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงทางทหารกับสหรัฐฯ

สถานการณ์หลังการเลือกตั้ง

มีความเป็นไปได้ระบอบมาร์กอส-ดูเตอร์เต จะชนะด้วยกลยุทธ์แบบเดียวกับที่เคยทำเมื่อปี 2019 เพื่อให้แน่ใจว่าพวกตนจะได้รับชัยชนะ ในปี 2019 มีการซื้อเสียงอย่างสนุกสนาน ราคาพุ่งอยู่ที่ 3,000 เปโซ หรือมากกว่านั้น ในการเลือกตั้งระดับชาติ บัญชีรายชื่อ ผู้แทนเขตจนถึงนายกเทศมนตรีท้องถิ่น เครื่องจักรที่หล่อลื่นอย่างดีแบบเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในทุกวันนี้ ควบคู่ไปกับการสำรวจความคิดเห็นที่ผู้สมัครต้องจ่ายแพง พรรค PLM จึงต้องเตรียมพร้อมที่จะระดมคนต่อต้านการทุจริตการเลือกตั้งและระบอบการปกครองของหมาจิ้งจอก ‘ความสามัคคีบนท้องถนน’ จะเป็นกุญแจสำคัญ จากการรณรงค์หาเสียงของเรา เราจึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะเข้าไปแทรกแซงและมีอิทธิพลทางการเมืองเพื่อต่อสู้กับระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

****************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6