56 ปีปฏิวัติวัฒนธรรมจีน โลกเก่าถูกทำลาย โลกใหม่มอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน

โดย ปีกแดง

16 พฤษภาคม 1966 หลังเค้าลางสีดำทะมึนภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มก่อรูปร่างมาระยะหนึ่ง จดหมายเวียนจากเหมาเจ๋อตงได้ประกาศ “การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของชนชั้นกรรมาชีพ” อย่างเป็นทางการ เนื้อความกล่าวถึงแนวทางของพวกศักดินาทุนนิยมและลัทธิแก้ (Revisionism) ที่แทรกซึมอยู่ภายในพรรคและรัฐบาล เหมาเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมเพื่อทำลาย “สี่เก่า” คือ อุดมคติ วัฒนธรรม จารีต และสันดานเก่า และหันไปสู่ความเป็นซ้ายที่แท้จริง ตามมาด้วยการปลุกระดมยุวชนแดง (Red Guards) ผ่านคติพจน์ประธานเหมาหรือ “หนังสือปกแดง” ซึ่งนำไปสู่ลัทธิบูชาตัวบุคคลและการเดินหน้าวิพากษ์ทุกสิ่งด้วยความรุนแรงผ่านใบเบิกทาง (โดยอ้อม) ของเหมาเจ๋อตง

อย่างไรก็ตาม การผงาดขึ้นของลัทธิเหมาไม่ได้เกิดจากความคลั่งอำนาจของผู้นำหากแต่เป็นผลผลิตจากบริบททางประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อน หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีชัยเหนือพวกก๊กมินตั๋งและยึดกุมอำนาจเหนือผืนดินมังกรได้แล้ว ภารกิจอันเร่งด่วนและท้าทายยิ่งของรัฐบาลคือการสถาปนา “จีนใหม่” ที่จะยังประโยชน์แก่มวลชนอันไพศาลเพื่อก้าวไปสู่การเป็นรัฐแห่งความเสมอภาคภายใต้การชี้นำของพรรคฯ ทั้งด้วยการวางรากฐานเสถียรภาพทางสังคมและ “เศรษฐกิจในระบอบประชาธิปไตยแผนใหม่” ซึ่งอยู่ในรูปของแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 1 ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศที่บอบช้ำมาตั้งแต่ยุคศักดินาอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

แต่แล้วทุกสิ่งก็หวนสู่ความพินาศ เมื่อนโยบายก้าวกระโดดไกลและคอมมูนประชาชนของประธานเหมาถูกนำไปปฏิบัติจริงโดยไม่พิจารณาความล้าหลังของพลังการผลิตภายในประเทศ ตะวันฉายแห่งบูรพาทิศจึงอาบชโลมไปด้วยซากศพของประชาชนกว่า 20 ล้านคนที่อดตาย ผลจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเปิดทางให้แนวทางเสรีนิยมใหม่ที่นำโดยหลิวเซ่าฉีและเติ้งเสี่ยวผิงเริ่มเข้ามามีบทบาทภายในพรรค ทั้งความกระหายอำนาจของหลินเปียวและแก๊งสี่คน (Gang of four) อย่าง เจียงชิง จางชุนเฉียว เหยาเหวินหยวน และหวังหงเหวิน ทั้งจากระบบข้ารัฐการที่ผิดรูปผิดร่างมาตั้งแต่ต้นด้วยอิทธิพลของลัทธิสตาลิน และความพยายามที่จะหวนกลับไปสู่แนวทางมวลชน (Mass line) ของเหมาด้วยการปลุกระดมคนหนุ่มสาว ก็ได้พลิกโฉมประเทศจีนไปตลอดกาล

ผลพวงจากการปฏิวัติวัฒนธรรมทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปหลักแสนจนถึงกว่ายี่สิบล้านคน และอีกจำนวนมากที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติถูกทำให้เกิดความอัปยศในที่สาธารณะผ่านการวิจารณ์ตนเอง ยุวชนแดงกระทำการอันโหดร้ายต่อชนกลุ่มน้อยในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซินเจียงอุยกูร์และทิเบตเพื่อกลืนกลายวัฒนธรรม วัดวาอารามและโบราณสถานถูกทำลาย การเสพศิลปะที่สวยงามถูกมองอย่างเหยียดหยามว่าเป็นค่านิยมศักดินาไม่ใช่สิ่งที่รับใช้กรรมาชีพ ไปจนถึงอิทธิพลต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรใน “มหารุดพล” โดยซาลอท ซาร์และพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา ส่วนภายในจีนหลังแก๊งสี่คนสิ้นอำนาจ เติ้งเสี่ยวผิงซึ่งให้ความสำคัญกับพลังการผลิตยิ่งกว่าความสัมพันธ์ทางการผลิตก็ได้หมุนสาธารณรัฐประชาชนจีนไปสู่กลไกตลาดและทุนนิยมภายใต้เผด็จอำนาจอย่างเป็นทางการ และแน่นอนว่าชะตากรรมของกรรมกรชาวนาก็ยังคงติดอยู่ที่เดิม พวกเขายังจมปลักอยู่กับคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่และไม่เคยได้รับอำนาจรัฐอย่างแท้จริง ไม่ว่าจากโลกเก่าที่ถูกทำลาย หรือโลกใหม่ที่ถูกสร้างโดยมือของพรรคคอมมิวนิสต์จีน “โลกนี้เป็นของพวกเธอ อนาคตของประเทศจีนเป็นของพวกเธอ” แต่ดูเหมือนจะไม่มีอนาคตใดอีกแล้วภายใต้รัฐสังคมนิยมจอมปลอมนี้นอกจากโลกใบใหม่ที่มอดไหม้เป็นภัสมธุลี

********************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6