การเมืองศาสนา กับเสรีภาพทางเพศ

โดย วัฒนะ วรรณ

ศาสนาถูกใช้เพื่อปกครอง ของผู้ปกครอง และถูกใช้เพื่อปลดปล่อยของผู้ถูกปกครอง

นักมาร์คซิสต์จะมองว่าศาสนาเป็นเพียงปรัชญาชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวใหักับผู้คนได้ แต่ก็มีความละเอียดอ่อนมากพอที่จะเข้าใจว่ามันถูกใช้กับคนแต่ละกลุ่มอย่างไร

ชนชั้นปกครอง ชนชั้นนำมักเลือกใช้ศาสนาเพื่อปกป้องการปกครองให้ “สงบ” ปราศจากการโต้แย้ง ปั่นป่วนเพื่อรักษาอำนาจปกครองเอาไว้ รักษาผลประโยชน์ทางชนชั้นเอาไว้เช่นเดิม เขามักใช้ศาสนาเพื่อให้กรรมาชีพคนจนโทษตนเองที่เป็นสาเหตุของความยากลำบากในปัจจุบัน และให้ฝันถึงความสุขสบายในทางนามธรรม ในโลกหน้าที่ไม่มีอยู่จริง ในจิตใจที่ไม่สามารถแก้ปัญหาในชีวิตจริงได้

ส่วนผู้คนธรรมดาสามัญ กรรมาชีพที่ต้องทุกข์ทรมานจากความยากลำบาก มักใช้ศาสนาเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดเหล่านั้นทางจิตใจ แต่มันช่วยบรรเทาได้ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อต้องกลับสู่โลกจริง ปัญหาต่างๆ ไม่ได้ถูกแก้ไข

กรรมาชีพจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มากกว่า เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ไข้ที่กำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจรัฐ เพื่อสร้างรัฐชั่วคราวที่มอบประโยชน์ให้กรรมาชีพ คนจน

ชนชั้นผู้ปกครองใช้ศาสนาเพื่อกดข่มเสรีภาพ ปกป้องความยากลำบากของผู้คน กดเสรีภาพให้ดำรงอยู่เช่นเดิม ล้วนเป็นศัตรูของกรรมาชีพ พวกเขาใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการปราบปรามการขบถที่กำลังจะเกิดขึ้น สร้างความเปลี่ยนแปลง การขบถต่อสิ่งหนึ่งย่อมเป็นเชื้อไฟต่อสิ่งอื่นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกศาสนาที่อิงกับอำนาจชนชั้นปกครองจึงมักออกมารณรงค์จำกัดเสรีภาพของผู้คน เสรีภาพทางเพศ เป็นเรื่องหนึ่งในนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพของสตรี เสรีภาพของ LGBTQ+

แน่น่อนว่าในแต่ละเรื่องมันมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร ไม่สามารถใช้คำอธิบายแข็งทื่อได้ ครอบครัว แบบผัวเดียวเมียเดียว ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับระบบสังคมการผลิตที่เริ่มต้นยุคของการแบ่งชนชั้น โดยชายกลุ่มหนึ่งที่ถือครองปัจจัยการผลิต ผู้หญิงชนชั้นล่างถูกนำมารับใช้งานในครัวเรือนในยุคแรก และมีหน้าที่ผลิตแรงงานรุนต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสะสมมูลค่าส่วนเกิน ความสัมพันธ์ต่างๆ ที่แตกต่างจากความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวดั้งเดิม มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ดำรงอยู่ ที่มีชนชั้นหนึ่งได้ประโยชน์จากการทำงานของอีกชนชั้นหนึ่งด้วย

กรรมาชีพจึงไม่เป็นศัตรูกันเพียงเพราะนับถือศาสนาต่างกันหรือไม่นับถือ เพราะศาสนาเป็นเรื่องส่วนบุคคล

กรรมาชีพทุกคนจะสามัคคีร่วมมือกันต่อสู้กับพวกผู้ปกครองที่ใช้ศาสนาข่มเหงรังแกผู้คน กดข่มเสรีภาพของผู้คน ในทุกๆ ด้าน หาได้ต่อสู้กับเสรีภาพในการนับถือศาสนาของท่านในฐานะปัจเจกบุคคลไม่ การต่อสู้ยิ่งจะทำให้ท่านทั้งหลายมีเสรีภาพมากยิ่งๆ ขึ้น ที่ท่านจะนับถือสิ่งใดในทางส่วนตัวของท่าน ไม่มีใครมาชี้นิ้วตัดสินความถูกผิดในความเชื่อของท่าน ตราบเท่าที่มันยังเป็นเรื่องส่วนตัว