การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อ

โดย สหายกลั่น

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2565 สภาแรงงานแห่งออสเตรเลีย (Australian Council of Trade Unions; ACTU) ได้ประกาศไปว่าจะผลักดันการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5.5% ในการทบทวนค่าจ้างประจำปี ซึ่งเหตุผลของ ACTU นั้นเรียบง่าย คือ ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้น และแซงหน้าการเติบโตของค่าจ้าง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากปีที่แล้ว ขณะที่ค่าจ้างที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยคือ 2.3% ที่จริงแล้วค่าจ้างจริงนั้นลดลงถึง 0.8% การคาดการณ์ในอนาคตก็ดูไม่ดีนัก เนื่องจากธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) คาดการณ์ไว้ว่า ค่าจ้างที่เป็นตัวเงินจะเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 3% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ที่ 6%

ในขณะเดียวกัน ส่วนแบ่งของรายได้ประชาชาติที่แบ่งให้กับเจ้าของทุนผ่านผลกำไรและกำไรจากการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่ตกเป็นของคนงาน ซึ่งปัญหานั้นย่อมชัดเจนว่า คนงานกำลังถูกบังคับให้แบกรับภาวะเงินเฟ้ออย่างเต็มหน่วยและจำเป็นต้องได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเพื่อให้ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความคิดที่ว่า คนงานควรได้รับสิทธิในจำนวนเงินที่จะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ได้ส่งผลให้พวกนายจ้าง นายธนาคาร และผู้เชี่ยวชาญของออสเตรเลียเกิดความบ้าคลั่ง พวกเขาอ้างว่าการเพิ่มค่าจ้างเพื่อให้ทันต่ออัตราเงินเฟ้อจะทำให้อัตราเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นเนื่องจากธุรกิจต่างๆ จะเพิ่มราคาสินค้าเพื่อทำกำไร

ในด้านไทยเอง นับตั้งแต่มีการเริ่มบังคับใช้กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทในปี พ.ศ.2556 นักวิชาการเสรีนิยมและอนุรักษ์นิยมต่างตื่นตระหนกและโอดครวญว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทในขณะนั้นจะทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลายและทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างยิ่ง หากดูจากอัตราเงินเฟ้อในปี 2556 จนถึงปี 2564 อัตราเงินเฟ้อมีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2556 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.18% จนถึงปี 2564 อยู่ที่ 1.23% แสดงให้เห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่ปัจจัยหลักในการทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

ล่าสุด ฝ่ายแรงงานเรียกร้องขอให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 492 บาท และก็เช่นเดิม มีผู้เชี่ยวชาญทั้งจากเสรีนิยม อนุรักษ์นิยม และเศรษฐศาสตร์กระแสหลักโจมตีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า จะทำให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างน่าหวาดกลัว แต่พวกเขาดูไม่ค่อยสนใจในการเรียกร้องให้รัฐบาลยับยั้งธุรกิจขนาดใหญ่ในการขูดรีดแรงงานเพื่อผลกำไรที่สูงขึ้นเลย หากใครก็ตามที่ควรเสียสละเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ก็ควรเป็นพวกนายจ้างที่ได้รับประโยชน์จากการแช่แข็งค่าแรงหลายสิบปี

เงินเฟ้อ คือ ภาวะที่ระดับราคาของสินค้าและบริการโดยทั่วไปในประเทศสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ในเชิงของมูลค่าของเงินกลับต่ำลง ทว่าภาวะเงินเฟ้อเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้เกิดปัญหาการขนส่งไปทั่วโลก ซึ่งเราควรคิดว่าปัญหาเหล่านั้นทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อมากกว่าที่จะมากังวลเรื่องการขึ้นค่าแรงเพียงเล็กน้อย แนวทางแก้ไขที่จำเป็นมากสำหรับปัญหาเศรษฐกิจ ยิ่งค่าแรงถูกกดไว้นานขึ้น คนงานก็จะถูกผลักให้อดอยากยากจนมากขึ้น ไม่สามารถบริโภคสิ่งจำเป็นต่อชีวิตได้

ภาวะเงินเฟ้อไม่ใช่สิ่งเดียวที่ผลักดันค่าครองชีพให้แพงขึ้น ราคาบ้านและราคาเช่าที่สูงขึ้นทำให้ที่อยู่อาศัยมีราคาที่จับต้องไม่ได้มากขึ้น ระเบียบการชำระหนี้เงินทุนเพื่อศึกษาอันเคร่งเครียดจะทำร้ายคนทำงานที่มีรายได้น้อยและปานกลาง การต่อสู้เพื่อค่าแรงที่สูงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวหรือขาดความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนงานและคนงานในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมควรผนึกกำลังกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งกฎหมายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถ้วนหน้าและมากกว่า 492 บาท เพื่อรองรับค่าครองชีพที่สูง

****************************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6