เมื่อชนชั้นนำหมดทางแก้ไขวิกฤต ชนชั้นแรงงานจึงต้องลุกขึ้นสู้: กรณีในสหราชอาณาจักร

โดย พัชณีย์ คำหนัก

ระบบเศรษฐกิจการเมืองทุนนิยมเป็นระบบที่รัฐแต่ละรัฐและชนชั้นนายทุนสร้าง ดำเนินการและสืบทอดกันมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเกิดวิกฤตหลายครั้ง คนธรรมดาอย่างชนชั้นแรงงานก็ยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีอำนาจควบคุมปัจจัยการผลิตและระบบเศรษฐกิจการเมือง สิ่งที่เคยเกิดขึ้นก็เกิดวนซ้ำ เช่น การเลิกจ้าง เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูง รายได้ต่ำลง และความขัดแย้งทางชนชั้น แม้จะมีรายละเอียดต่างกัน ดังที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) เพื่อแลกเปลี่ยนกับแรงงานในไทยที่กำลังประสบปัญหาคล้ายกัน

เศรษฐกิจของประเทศสหราชอาณาจักรกำลังหดตัวลงติดต่อกันเดือนที่สอง (พ.ค.-มิ.ย.65) อันเนื่องมาจากการเผชิญกับปัญหาความวุ่นวายจากสงคราม เงินเฟ้อ และวิกฤตทุนนิยม ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าครองชีพทะลุเพดาน รัฐบาลหยุดให้บริการทดสอบการติดเชื้อและติดตามผู้ป่วยโควิด ในขณะที่โควิดยังคงแพร่ระบาด ซึ่งก็มีส่วนทำให้ระบบเศรษฐกิจถดถอย และคนทำงานได้เสียสละไปมากพอแล้ว ระบบที่เป็นอยู่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการต่อต้าน สหภาพแรงงานทั้งหลายจึงควรเตรียมพร้อมสู้รบกับวิกฤต

ทุนนิยมอังกฤษกำลังเผชิญกับพายุห่าใหญ่ นี่ไม่ใช่แค่การประเมินของนักมาร์กซิสต์เท่านั้น แต่ประเทศทุนนิยมในกลุ่ม OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา: ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล ปัจจุบันมีสมาชิก 38 ประเทศ) ก็ประเมินเช่นนี้ด้วย อันที่จริง สามภาคส่วนหลักของเศรษฐกิจอังกฤษ คือ งานบริการ การผลิต และการก่อสร้างล้วนหดตัวลงเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่มกราคม 2564 การผลิตลดลงร้อยละ 0.6 เนื่องจากการขึ้นราคาและภาวะหยุดชะงักของระบบห่วงโซ่อุปทานทำให้อุตสาหกรรมชะลอตัวลง (Sarah Bates. Tories’ economic slump deepens poverty crisis. 14 มิ.ย. 65)

นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ที่คนธรรมดาย่อมจ่ายแพงกว่า รายได้ที่แท้จริงลดลง ระบบการผลิตห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แรงงานขาดแคลน ยังไม่ต้องพูดถึงความตื่นตระหนกของสงครามและโรคระบาด กำลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจของอังกฤษอย่างรุนแรงเป็นผลให้ OECD คาดการณ์ว่าอังกฤษจะเติบโตทางเศรษฐกิจช้าที่สุดเป็นอันดับสองของกลุ่มประเทศ G20 มีเพียงรัสเซียเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่า

กล่าวคือ คาดการณ์ว่าในปีหน้า อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่เฉลี่ย 7.4% และเศรษฐกิจจะสะดุดลง ที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเรียกว่า ‘เศรษฐกิจถดถอย’

หายนะและความหดหู่

เอาเข้าจริง นี่ไม่ใช่แค่คำทำนายถึงความหายนะ หากดูตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นแล้วว่า เศรษฐกิจอังกฤษหดตัว 0.3% ในเดือนเมษายน จากการหดตัวของอุตสาหกรรมก่อสร้าง การผลิต และการบริการ

และคนงานกำลังเผชิญกับวิกฤต ค่าเช่า ค่าอาหารและเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ค่าแรงยังไม่ขึ้น ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี นับเป็นครั้งแรกที่การเติมรถครอบครัวทั่วๆ ไปจะทำให้ผู้ขับต้องจ่ายอย่างน้อย 100 ปอนด์

ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดการสถานีน้ำมันรายงานว่า มีการขโมยน้ำมันเชื้อเพลิงบริเวณลานหน้าเพิ่มขึ้น 39% ตั้งแต่เดือนมกราคม ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์อาวุโสคนหนึ่งของบริษัทข้อมูล OilX กล่าวว่า “โรงกลั่นน้ำมันกำลังพิมพ์เงินอยู่ตอนนี้…มากกว่าที่เคยเห็น”

ใครที่ควรถูกตำหนิ?

เห็นได้ชัดว่าชนชั้นปกครองไม่มีทางแก้ไขภัยพิบัตินี้ได้ เช่น ผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษ แอนดรูว์ เบลีย์ บอกว่าเขาและผู้กำหนดนโยบายคนอื่นๆ “หมดหนทาง” เมื่อเผชิญกับความวุ่นวายทั่วโลก

แต่เบลีย์และบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีกลับโทษคนงานเรื่องเงินเฟ้อที่ปลุกกระแสเรื่องค่าจ้าง-ราคา การโทษสมาชิกสหภาพแรงงานรถไฟ เรือขนส่งที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหลอกใครไม่ได้ เพราะทุกคนเห็นแล้วว่า แรงงานที่พยายามรักษากำลังซื้อของตัวเองในขณะที่ราคาสินค้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผลกำไรและค่าจ้างของนายธนาคารและผู้บริหารยังเหมือนเดิม

หากพรรคอนุรักษ์นิยม (Tory) จะกล่าวโทษใครสักคน พวกเขาไม่ควรมองข้ามผู้นำที่เลวทรามในหมู่พวกเขาเอง นายกรัฐมนตรีที่ทุจริตและแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองได้สร้างความเสียหายมากกว่าใคร ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ความกระหายสงคราม Brexit ของนายบอริสกับการฉวยโอกาสหนุนสงครามในยูเครนได้จุดไฟให้เงินเฟ้อสูงขึ้น สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น ตัดอุปทานของสินค้าสำคัญๆ และการสูญงบประมาณไปกับการใช้จ่ายทางทหาร

สงครามชนชั้น

มี ส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมที่กระหายเนื้อชิ้นโตมากขึ้น กำลังกดดันนายจอห์นสันให้จัดการกับวิกฤตค่าครองชีพสูงด้วยการลดภาษี ที่มีแต่พวกหัวหน้าองค์กรและมหาเศรษฐีที่จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้มากที่สุด ไม่ใช่คนธรรมดา

ในขณะเดียวกัน ผู้นำพรรคแรงงานนายสตาร์เมอร์ไม่ได้เสนอทางออกที่แท้จริง แม้แต่ข้อเรียกร้องของพรรคที่จะเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) จากผลกำไรมหาศาลของบริษัทน้ำมันที่ผูกขาดพลังงาน ทว่าผู้นำพรรคแรงงานกำลังมองหาทางเอาชนะพรรคอนุรักษ์นิยม หากมีการพูดถึงเรื่องการสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่

เมื่อไม่มีวิธีแก้ปัญหาทางการเมือง เมื่อวิกฤตรุนแรงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อกำลังกัดกินผู้คน ก็ถึงเวลาที่คนงานต้องเริ่มจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง นั่นคือ จัดตั้งและตอบโต้รัฐและทุนมากขึ้น

ตั้งแต่พนักงานรถไฟสู่พนักงานไปรษณีย์ พนักงานทำความสะอาดไปจนถึงพนักงานของรัฐ โรงพยาบาล หน่วยดับเพลิง และตั้งแต่อาจารย์มหาวิทยาลัยไปจนถึงครูในโรงเรียน พวกเขาลงคะแนนเสียงและระดมสมาชิกเพื่อเคลื่อนไหว เช่น สหภาพแรงงาน TUC และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิต่างๆ นับหมื่นๆ คนออกมาเดินขบวนในใจกลางกรุงลอนดอน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเของขบวนการแรงงานท่านั้นเพราะตามมาด้วยการนัดหยุดงานของพนักงานรถไฟ RMT นับหมื่นคนเมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย. (พรรคแรงงานสังคมนิยมอังกฤษ. Rage against Tories and cost of living crisis fills streets of London on TUC march. 18 มิ.ย 65.) สำหรับฝ่ายซ้าย นี่คือการเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงครามชนชั้น (ไม่ใช่สงครามระหว่างประเทศ-ผู้แปล)

แปลสรุปจาก Adam Booth. 15 มิ.ย. 65. Inflation and instability: British capitalism’s perfect storm. ในจดหมายข่าว Socialist Appeal

*************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6