เรียนบทเรียนจากการต่อสู้ทั่วโลก

โดย คิริฮาระ

การต่อสู้เพื่อนำไปสู่การปฏิวัติและสร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงทั่วโลกจะเผชิญหน้ากับการรักษาระบบเก่าจากชนชั้นปกครองเสมอ ในไทยก็เช่นกัน ดังนั้น หากเราต้องการจะสร้างสังคมใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เราควรจะศึกษาและสรุปบทเรียนจากการต่อสู้ทั่วโลก

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา บรรดาผู้นำจากพรรคฝ่ายค้านในศรีลังกาได้ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง วิมาล วีระวรรณสา จากพรรคเสรีภาพแห่งชาติ (National Freedom Front-NFF) กล่าวว่า “เราเห็นพ้องที่จะจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพร่วมกับทุกพรรคการเมืองเพื่อรักษาการณ์ชั่วคราว” นอกจากนี้ พวกเขายังหารือว่า ใครควรจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาสองอย่าง อย่างแรกคือ พวกเขาต้องการจะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อ “รักษาการณ์” ชั่วคราว นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องการจะทำให้ไฟแห่งการต่อสู้ของมวลชนมอดลงนั่นเอง อย่างที่สองคือพวกเขากำลังหารือกันว่าใครควรจะมาดำรงตำแหน่งคนใหม่ มันสะท้อนความคิดการสร้างประชาธิปไตยจากบนลงล่าง นั่นคือการที่คนไม่กี่คนคิดแทนคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ เพราะประชาธิปไตยต้องสร้างจากล่างขึ้นบนหรือจากคนส่วนใหญ่เท่านั้น ทว่าเมื่อ 20 กรกฎาคมไม่นานมานี้ รัฐสภาศรีลังกามีมติเลือกนายรานิล วิกรมสิงเห ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ไปจนถึงปี 2024 แต่ไม่ได้ทำให้ประชาชนหยุดสู้แต่อย่างใดและหันเป้าไปที่รานิลแทน เพราะมองว่าเขาก็ควรจะก้าวลงจากตำแหน่งเพื่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง

พัฒนาการที่สำคัญที่สุดที่เราควรเรียนรู้คือ การต่อต้านของประชาชนหลายล้านคนในวันที่ 28 เมษายน และ 6 พฤษภาคม ซึ่งรวมคนงานทั่วทั้งกลุ่มชาวสิงหล ทมิฬ และชาวมุสลิม และเผยให้เห็นพลังทางสังคมมหาศาลของชนชั้นแรงงาน ทั้งยึดที่พักที่ทำงานของประธานาธิบดีและเผาบ้านนายกรัฐมนตรี รวมทั้งยึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ กระนั้น ทางด้านรัฐบาลรักษาการณ์บังคับใช้มาตรการรัดเข็มขัดและนโยบายสงครามทางชนชั้นที่ออกโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ นายวิกรมสิงเหประกาศว่า งานภาครัฐ 800,000 ตำแหน่งจะถูกตัด รวมทั้งตัดโครงการทางสังคมเพิ่มเติม และจะมีการแปรรูปมากขึ้น พรรคฝ่ายค้านก็มีแนวคิดไม่ต่างกับรัฐบาล ซึ่งขบวนการปฏิวัติของประชาชนควรยึดทรัพย์สินของพวกราชปักษา ขณะนี้ภาคประชาชนมีความพยายามจะต่อสู้บนพื้นฐานของนโยบายสังคมนิยม ให้ขบวนการเคลื่อนไหวไปในทางปฏิวัติไม่ให้ถูกพวกฉวยโอกาสในขบวนการดึงกลับมาประนีประนอมกับรัฐและทุน เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ปราศจากการกดขี่ของรัฐอย่างแท้จริง

ถัดมาที่ประเทศซูดาน เมื่อเดือนธันวาคมปี 2561 มีการชุมนุมในกรุงคาร์ทูมเนื่องจากราคาขนมปังและปัจจัยพื้นฐานต่างๆ แพงขึ้นอย่างมาก ก่อนจะลามไปสู่การต่อต้านประธานาธิบดีในที่สุดในเดือนเมษายนปี 2562 ผู้ชุมนุมรวมตัวกันที่บริเวณฐานทัพของทหารและตัดสินใจนั่งปักหลักอย่างไม่มีกำหนด นอกจากนี้ ชนชั้นแรงงานก็เริ่มประท้วงกันเป็นระบบจากกลุ่มต่างๆ ในสถานที่ทำงานอีกด้วย จนวันที่ 11 เมษายน 2562 กองทัพบีบให้ประธานาธิบดีลาออกแต่กองทัพยังคงกุมอำนาจอยู่ ผู้ชุมนุมสู้ต่อและมีการนัดหยุดงานทั่วไป และเมื่อ 3 มิถุนายนมีการใช้กำลังเข้าปราบผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 110 คน ข้ามมาวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 มีการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับทหารในช่วงเปลี่ยนผ่าน มันเป็นความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะหยุดไฟการต่อสู้ที่กำลังร้อนแรงด้วยท่าทีประนีประนอมเช่นนี้ แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะผู้ชุมนุมที่ต้านรัฐประหารส่วนใหญ่ออกมาประณามการกระทำนี้ว่าเป็นการตบตาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้ง ๆ ที่กองทัพยังมีอำนาจ ปัจจุบัน ประชาชนยังคงต่อสู้ และถูกปราบอยู่เรื่อย ๆ

บทเรียนสำคัญที่ได้คือ เราไม่อาจไว้ใจให้ “คนชั้นสูง” คนมีอำนาจรัฐมาคิดแทนเรา เราต้องถกเถียงกันให้มากขึ้นว่า เราต้องการสังคมแบบไหนกันแน่? และเราต้องสร้างมันด้วยตนเอง จากชนชั้นล่างและคนส่วนใหญ่ อีกทั้ง เราต้องไม่โดนตบตาด้วยท่าทีหลอกลวงของชนชั้นปกครองใดๆ ที่พยายามจะมาหยุดการปฏิวัติของเราในอนาคต อีกทั้งเราควรมีพรรคปฏิวัติและทฤษฎีปฏิวัติด้วย เพื่อใช้คานกระแสกับชนชั้นปกครองที่พยายามหลอกลวงมวลชน

******************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6