เมื่อ IMF เข้ามา การต่อสู้ของชาวศรีลังกาจะไปทิศทางใด?

โดย พัชณีย์ คำหนัก

หายนะที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศศรีลังกามาจากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีที่ผิดพลาดกับการมีรัฐอำนาจนิยม กล่าวคือ

• ปราบปรามคนธรรมดาที่ออกมาประท้วงต่อเนื่อง แม้อดีตประธานาธิบดี โกตาบายา ราชปักษา (พรรค Sri Lanka Podujana Peramuna, SLPP) ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วและได้เลือกให้นายรานิล วิกรมสิงเห หัวหน้าพรรคสหชาติ ( United National Party, UNP) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว เขากลับประกาศภาวะฉุกเฉิน หนึ่งวันหลังจากที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง (21 ก.ค. 65) ทหารติดอาวุธหลายร้อยนายบุกค่ายประท้วงนอกทำเนียบประธานาธิบดี โจมตีผู้ประท้วงด้วยกระบองและกล่าวหาว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย เป็นฟาสซิสต์ แทนที่จะรีบตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนบรรเทาทุกข์จากหายนะทางเศรษฐกิจ

• กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้มีการจับกุม โคตาบายา ราชปักษากำลังลี้ภัยก่ออาชญากรรมกับชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬในช่วงสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2552 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไป 100,000 คน รายงานจากคณะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติ ระบุว่า พลเรือนชาวทมิฬที่เป็นชนกลุ่มน้อยอย่างน้อย 40,000 คนถูกสังหารในเดือนสุดท้ายของการต่อสู้เพียงลำพัง กบฏพยัคฆ์ทมิฬต่อสู้เพื่อสร้างรัฐเอกราชให้กับชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬ ชนชาติสิงหลส่วนใหญ่ของประเทศยกย่องนายมหินดา ราชปักษา พี่ชายของโกตาบายา ราชปักษาที่ได้ชัยชนะในสงคราม และนายโกตาบายาเป็น ร.ม.ต.กลาโหมในขณะนั้น นี่คืออำนาจการปกครองทางการเมืองของตระกูลราชปักษาที่สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับความโหดร้ายและเผด็จการ

ด้วยสภาวการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้ ขบวนการแรงงานและภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างเสถียรภาพและประชาธิปไตย อีกทั้ง เรียกร้องให้การทำข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ต้องเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทว่ามีการเสนอทางเลือกอีกแบบที่ปฏิเสธสภาและ IMF ซึ่งจะกล่าวต่อไป

ความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี

ภาวะล้มละลายของเศรษฐกิจประเทศ ไม่ได้มีเพียงแค่การเมืองอำนาจนิยมครอบงำประเทศเท่านั้น แต่ลักษณะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีครรลองไม่แตกต่างจากประเทศอื่น และศรีลังกาเผชิญปัญหาเดียวกันที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ค่าเงินที่อ่อนค่าลง หนี้ในระดับสูง และเงินสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดน้อยลง ที่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ได้

ปัจจัยภายนอกที่ทำให้เกิดหายนะ การรุกรานยูเครนของรัสเซียทำให้น้ำมันดิบในศรีลังกาขาดแคลนและใช้น้ำมันสำรองจนหมด ราคาแก๊สหุงต้มสูงขึ้นเกือบสองเท่า เพราะว่าสงครามดังกล่าวทำให้ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ดอกทานตะวัน ข้าวโพดและพวกปุ๋ยแพงขึ้นที่ประเทศพึ่งพาการนำเข้า อีกทั้งได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ปัจจัยภายใน คือ การขาดแคลนทุนสำรองระหว่างประเทศทำให้ไม่สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นได้ ซึ่งศรีลังกากำลังดิ้นรนที่จะชำระเงินสำหรับสินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่น อาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรค ทั้งยังเจอวิกฤตอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 50% โดยราคาอาหารสูงกว่าปีที่แล้ว 80% สกุลเงินของศรีลังกามีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ และสกุลเงินหลักอื่น ๆ ทั่วโลกในปีนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลที่ผ่านมาเน้นการนำเข้าสินค้ามากกว่าการผลิตเพื่อส่งออก คือ ปัจจุบันศรีลังกานำเข้าสินค้ามูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าการส่งออกทุกปี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สกุลเงินต่างประเทศหมด ยังมีอีกสาเหตุหนึ่งคือ การสร้างภาระหนี้เป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือน มิ.ย. ศรีลังกากลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในรอบ 20 ปี ที่ผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ

ในระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลได้เจรจากับ IMF กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อขอเงินช่วยเหลือ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 109,781 ล้านบาท) แต่การเจรจาดังกล่าวหยุดชะงักท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่ง IMF ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพที่จะสามารถขึ้นอัตราดอกเบี้ยและภาษี แต่ก็มีข้อกังวลว่า IMF จะช่วยชาวศรีลังกาที่กำลังทุกข์ยากได้เพียงใด โดยเฉพาะการคุ้มครองทางสังคมที่เป็นข้อเรียกร้องของประชาชนกับการขจัดปัญหาคอรัปชั่น แม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่ แต่ประชาชนยังคงไม่ไว้ใจเพราะเป็นเครือข่ายของพรรค SLPP ตระกูลราชปักษา

ทิศทางการต่อสู้ของภาคประชาชน

ล่าสุดมีการดีเบตในหมู่ภาคประชาชนว่าควรจะออกจากที่ชุมนุมประท้วงหรือไม่ หลังจากถูกรื้อค่าย มีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจากการใช้ความรุนแรงของทหาร ผู้นำประท้วงหลายคนหลบซ่อนตัวเนื่องจากถูกตำรวจคุกคามถึงบ้าน ถูกล่าแม่มดหรือถูกจับกุม

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา คนงาน นักศึกษา เยาวชนหลายพันคนประท้วงในเมืองใหญ่และต่างจังหวัดทั่วประเทศ เพราะไม่พอใจต่อการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างมาก สหภาพแรงงาน ได้แก่ ศูนย์ประสานงานสหภาพแรงงาน (TUCC) และขบวนการสหภาพแรงงานและมวลชน (TUMO) (สนับสนุนโดยพรรคสังคมนิยมแนวหน้า) ออกมาประท้วงรัฐบาลที่จับกุมผู้ประท้วงไปหลายสิบคน ผู้ประท้วงถือป้ายและป้ายประกาศ “หยุดการปราบปรามของรัฐบาลรานิล-ราชภักดิ์” “ปลดปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมทั้งหมด” “รัฐบาลทุกพรรคเป็นกับดัก—ต่อแถวกันแย่งชิงอำนาจประชาชน” และ “ยุบสภา หลีกทางให้แก่เสียงของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม มวลชนในขบวนการที่นำโดย TUCC และ TUMO ข้างต้นเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และทำตามเงื่อนไข IMF ซึ่งรัฐบาลได้เพิ่มอัตราค่าไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 75 ไปเรียบร้อยแล้วและวางแผนที่จะปรับขึ้นอัตราค่าน้ำประปาอีก ทั้งยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับโครงสร้างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ทำลายงานภาครัฐหลายแสนคน ลดหย่อนเงินอุดหนุนแก่ประชาชนและขึ้นภาษี

ในทางตรงข้าม มีข้อเสนอของพรรคสังคมนิยมความเท่าเทียม (Socialist Equality Party-SEP) เสนอให้ประชาชนปฏิเสธระบอบการปกครองของทุกฝ่าย หยุดนโยบายรัดเข็มขัดของ IMF สร้างสภาแรงงานประชาธิปไตยและสังคมนิยมและขบวนการมวลชนในชนบทขึ้นมา ซึ่งเน้นการปฏิเสธระบบเดิมมากกว่าไว้ใจพวกที่อยู่ในสภาและพรรคต่างๆ ตอนนี้ และยังมีข้อเสนอในหมู่ผู้ชุมนุมให้ตั้งสภาประชาชนขึ้นมาจากตัวแทนภาคประชาชนต่างๆ เพื่อควบคุมสภาให้ดำเนินตามข้อเรียกร้องของประชาชน

***************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6