เชื่อมประเด็นการเมืองกับปากท้อง ขยายแนวร่วมสู่กรรมาชีพ

โดย วัฒนะ วรรณ

การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สังคม ปลดแอกทางชนชั้น บางครั้งเริ่มต้นจากประเด็นการ “การเมือง” แล้วพัฒนาต่อไปสู่ประเด็น “ปากท้อง” บางครั้งเริ่มจากปากท้องแล้วพัฒนาต่อไปสู่การเมือง

ในทุกสังคมผู้คนมีความคิดหลากหลายในช่วงเวลาเดียวกัน มีหลายระดับความสนใจ บางคนให้น้ำหนักกับเสรีภาพการเมืองมากที่สุด บางคนให้น้ำหนักปากท้อง เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่มากที่สุด แต่ทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน

ถ้าการเมืองเป็นเผด็จการ ขาดเสรีภาพในการเรียกร้องสิทธิต่างๆ การเรียกร้องในเรื่องปากท้อง ความอยู่ดีกินดี ก็จะกระทำได้ยากยิ่ง แต่ถ้ามุ่งเน้นแต่เพียงการเมืองอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนดีขึ้นจะไม่เกิดขึ้น ไม่ต่างอะไรกับการเปลี่ยนเจ้านายใหม่ แต่ความเหลื่อมล้ำยากลำบากยังคงเดิม

การเชื่อมโยงทั้งสองเรื่องเข้าด้วยกันจะช่วยเพิ่มพลังของขบวนการต่อสู้ด้วยขยายแนวร่วมเพิ่มขึ้น จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างสังคมทั้งสังคมได้ ในช่วงการปฏิวัติรัสเซียพรรคบอลเชวิคที่นำโดยเลนิน เคยถูกกล่าวหาว่าขโมยนโยบายของพรรคสังคมนิยมปฏิวัติของชาวนา พรรคบอลเชวิคเสนอให้มีการปฏิรูปที่ดินทำกินใหม่ ยึดที่ดินมาเป็นของรัฐและแจกจ่ายให้กับชาวนาทุกคนได้ทำกิน การเสนอนโยบายนี้ของบอลเชวิคเป็นความพยายามขยายแนวร่วมไปสู่ชนชั้นชาวนาที่เป็นคนส่วนใหญ่ของรัสเซียในยุคนั้น ซึ่งมีชาวนากว่า 100 ล้านคน ขณะที่กรรมาชีพมีเพียง 3 ล้านคนเท่านั้น

ภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติปัจจุบันที่ประกอบไปด้วย วิกฤติการเมือง วิกฤติสุขภาพ วิกฤติเศรษฐกิจ ขบวนการประชาธิปไตย จำเป็นต้องขยายแนวร่วมไปสู่คนกลุ่มต่างๆ ด้วยการเสนอนโยบายรูปธรรมในการแก้ปัญหาให้สังคมออกจากวิกฤติเหล่านั้นให้ได้ นอกจากการข้อเสนอปฏิรูปการเมืองเพียงอย่างเดียว

ขบวนการประชาธิปไตย จะต้องเข้าไปสนับสนุนการต่อสู้ของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพในโรงงาน ในสถานประกอบการต่างๆ ที่ต่อสู้เพื่อค่าจ้างสวัสดิการ ปกป้องงานจากการถูกเลิกจ้าง พนักงานไรเดอร์ขนส่งสินค้าที่ถูกกดค่าตอบแทนให้ต่ำลง ชาวนายึดที่ดินเพื่อการปฏิรูปที่ดิน การยกเลิกหนี้สิน หนี้การศึกษา หนี้ครัวเรือน ฯลฯ

การเข้าไปสนับสนุนการต่อสู้ดังกล่าว ต้องพยายามสร้างคำอธิบายสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่การเมืองที่เป็นโครงสร้างส่วนบนให้ได้ เพื่อยกระดับการต่อสู้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมให้ได้มากที่สุด ถาวรที่สุดที่จะทำได้ แต่การจะทำแบบนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขบวนการประชาธิปไตยต้องพยายามสร้างความร่วมมือกันในกลุ่มต่างๆ ที่ยังรวมกลุ่มกันหลวม ให้พัฒนาเป็นองค์กรแนวร่วมที่มีโครงสร้างองค์กรที่แน่นแฟ้นเข้มแข็งมากขึ้น

เพื่อจะได้สร้างแผนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เช่น ต้องผลิตหนังสือพิมพ์เพื่อสร้างชุดคำอธิบายที่เป็นผลประโยชน์ของชนชั้นล่าง สร้างกลุ่มศึกษาที่กว้างขวางเป็นประจำ ฝึกฝนการวิเคราะห์สภาพสังคม ฝึกเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เป็นต้น

การต่อสู้ประเด็นเดียว มีจุดอ่อน ไม่ว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างเดียว หรือเรื่องปากท้องอย่างเดียว ยิ่งสร้างประเด็นแยกย่อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายขบวนการให้เล็กลงเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าการต่อสู้กับรัฐทุนนิยมต้องเผชิญหน้ากับโครงสร้างรัฐที่มีกองกำลังติดอาวุธจัดตั้งอย่างเป็นระบบ มีการครองใจผ่านสถาบันทางสังคมตั้งแต่ครอบครัว วัด โรงเรียน และสื่อกระแสหลักเต็มไปหมด

ขบวนการประชาธิปไตยจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างขบวนการที่เข้มแข็ง เป็นเอกภาพ วิเคราะห์ถึงสภาพสังคม และพลังของคนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะพลังแฝงของชนชั้นกรรมาชีพ ที่อยู่ในใจกลางของระบบการผลิต ถ้าสามารถปลุกระดมให้กรรมาชีพนัดหยุดงานเป็นประจำได้ จะสั่นคลอนความมั่นใจของโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ต้องพึ่งพิงลูกหลานคนจน ลูกหลานกรรมาชีพ ให้ลังเลใจที่รับใช้อำนาจรัฐนั้นๆ ได้

***************************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6


Advertisement