นักสังคมนิยมปฏิวัติต้องทำแนวร่วมกับฝ่ายซ้ายอื่นๆ ขยายพื้นที่ประชาธิปไตย

โดย สหายนาย

ประเทศไทยในปัจจุบันมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็นฝ่ายซ้ายเพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพ ซึ่งเป็นผลโดยตรงต่อการตื่นตัวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงสองปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงเครือข่ายหลวมๆ ยังไม่พัฒนาเป็นองค์กรมวลชนที่แนบแน่นมากนัก แต่ก็พอเข้าใจได้ เนื่องด้วยหลังจากขบวนการฝ่ายซ้ายกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะอุดมการณ์สังคมนิยมถูกปราบในช่วง ๖ ตุลา ๑๙ และพรรคคอมมิวนิสต์ล่มสลายต่อมาหลังจากนั้น สังคมไทยก็ขาดช่วงองค์กรการเมืองมวลชนสังคมนิยมมานาน ขบวนคนรุ่นใหม่ปัจจุบันจึงไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับประวัติศาสตร์ดังกล่าว

พวกเขาเริ่มตั้งคำถามถึงบทบาทแรงงานต่อระบบทุนนิยมเพิ่มขึ้น ถึงแม้จะโน้มเอียงไปทางช่วยเหลือชนชั้นแรงงานเป็นส่วนใหญ่ก็ตามที ไม่ได้มองเป็นพลังหลักในการปฏิวัติสังคมทุนนิยม หรือในกรณีพรรคก้าวไกลที่เกิดขึ้นจากนักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตย และฝ่ายขบวนแรงงานซีกซ้าย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ก็ที่มีนโยบายรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของกรรมาชีพให้ดีขึ้น

แต่ปัญหาคือกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองและพรรคการเมืองแต่ละกลุ่มมีนโยบายและเป้าหมายไม่ได้เชื่อมกันทั้งหมด เช่น สหภาพคนทํางานซึ่งเป็นความพยายามระหว่างนักกิจกรรมแรงงานรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างสหภาพแรงงานซ้ายขึ้นมาท่ามกลางความแตกแยกของขบวนการแรงงานที่บางส่วนไปเข้าร่วมสนับสนุนรัฐประหาร ต้องการสร้างสหภาพแรงงานให้เป็นพื้นฐานของสังคม โดยที่รัฐทุนนิยมยังไม่สลายไปและไม่มีแนวโน้มที่จะสร้างรัฐของชนชั้นแรงงานเลย เชื่อว่าเพียงแค่คนงานมากกว่า 50% ในไทยมาอยู่ในสหภาพแรงงานเพื่อต่อรองกับรัฐ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงและทําลายการขูดรีดได้ แต่สำหรับนักสังคมนิยมปฏิวัติรู้ว่ามันไม่จริงเลยซักนิด! ตราบใดที่อํานาจรัฐที่ควบคุมโดยชนชั้นนายทุน ถือครองอํานาจของ ตํารวจ ศาล ทหาร ตุลาการ อยู่ ไม่มีทางที่อํานาจจะเป็นของชนชั้นแรงงานได้อย่างแท้จริงแน่นอน ถ้าไม่ผ่านการบทขยี้กลไกรัฐเหล่านี้โดยพรรคปฏิวัติกรรมาชีพ

พรรคก้าวไกลที่มีนโยบายรัฐสวัสดิการดิการก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน มันกลับทําให้ขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนถูกฉุดรั้ง และไม่สามารถออกจากวังวนของแนวทางรัฐสภาได้ เพราะเป้าหมายของพวกเขาคือการขึ้นไปเป็นรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งในกรอบรัฐสภาทุนนิยม แต่เป้าหมายของนักปฏิวัติสังคมนิยมในเบื้องต้นคือการสร้างรัฐของคนงานที่สร้างโดยคนงานเองเพื่อทำลายสังคมชนชั้น ไม่สามารถพึ่งพาพรรคการเมืองแนวเสรีนิยมปฏิรูปได้

แต่คําถามคือนักสังคมนิยมปฏิวัติจะแยกตัวออกมาดําเนินงานเป็นพรรคปฏิวัติแบบโดดเดี่ยวเลยงั้นเหรอ? คําตอบคือไม่ เพราะถึงแม้ว่านโยบายบางอย่างของขบวนการอื่นๆ ที่กล่าวมานั้นอาจจะไม่ไปไกลเลยกรอบรัฐทุนนิยมก็จริง แต่ถ้าพูดในเรื่องของผลประโยชน์ทางชนชั้นและจุดยืนบางอย่างก็สามารถเป็นแนวร่วมกันอย่างชั่วคราวเพื่อข้อเสนอข้อต่อรองที่กรรมาชีพได้รับประโยชน์จากนโยบายของทุกฝ่าย (แต่ไม่ได้แปลว่าจะตามก้นกันไปตลอด เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมทางเพราะไม่ได้เห็นด้วยกับทุกอย่าง) โดยเฉพาะร่วมกันสู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในสังคมปัจจุบันให้มากขึ้น เพื่อที่สังคมจะมีพื้นที่ถกเถียงกันในสร้างสังคมใหม่ที่เท่าเทียมกันได้ง่ายขึ้น

บทเรียนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นในเยอรมันช่วง 1930s ฮิตเลอร์ได้ขึ้นคลองอํานาจ ตอนนั้นฝ่ายซ้ายในเยอรมันถูกปราบปรามจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น เพราะขาดความเป็นเอกภาพอย่างหนัก ถ้าฝ่ายซ้ายไม่สามัคคีกันในการขับไล่พวกนาซีออกจากอํานาจ ฝ่ายซ้ายในเยอรมันคงจะถูกปราบปรามจนแพ้ราบคาบอย่างไม่เหลือชิ้นดี แต่โจเซฟ สตาลิน กับบอกว่าพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันควรจะสู้กับพวกนาซีโดยไม่ต้องไปทําแนวร่วมกับฝ่ายซ้ายกลุ่มอื่นๆ ในเยอรมัน ตอนนั้นสตาลินต้องการให้พรรคคอมมิวนิสต์โตเร็วและอยู่เดี่ยวๆ แบบที่สามารถปฏิบัติงานด้วยตัวเองได้ แต่กลับลืมเรื่องปัญหาในประเทศเยอรมันที่พรรคคอมมิวนิสต์ยังเอาตัวเองไม่รอด แถมฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านนาซีก็แตกกระเจิงเพราะไม่ได้ต่อสู้ร่วมกัน ผลสุดท้ายคือฝ่ายซ้ายไม่ว่าจะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมันกับฝ่ายซ้ายกลุ่มอื่นๆถูกปราบปรามจนย่อยยับ และนี่คือผลจากการไม่ทําแนวร่วมทางชนชั้นชั่วคราวเพื่อทําตามจุดยืนในบางข้อและกําจัดปัญหาหลักออกไป

************************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6