เมื่อไหร่รัฐไทยจะหยุดก่ออาชญากรรมกับประชาชน

โดย กองบรรณาธิการ

• 49 ปีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา โค่นล้มเผด็จการทหาร และการลอบฆ่านักเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่รัฐยังลอยนวล

• 46 ปีหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา ฆาตกรทหารและตำรวจยังลอยนวล อันธพาลฟาสซิสต์ และฆาตกรหลายคนคงตายไปแล้ว หน่วยงานรัฐและสถาบันหลักยังไม่ยอมรับ

• 30 ปีหลังการสังหารผู้รักประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภา 35 สุจินดา คราประยูร และฆาตกรทหารยังลอยนวล

• 18 ปีหลังเหตุสังหารประชาชนมาเลย์มุสลิมที่ตากใบ ทหาร ตำรวจและทักษิณ ชินวัตร ยังไม่รับผิด

• 12 ปีหลังการสังหารเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย โดยอนุพงษ์ เผ่าจินดา ประยุทธ์ จันทร์โอชา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ฆาตกรแก๊งนี้ยังลอยนวล

• การอุ้มหาย สุรชัย ภูชนะ กาสะลอง โกตี๋ ดีเจซุนโฮ ลุงสนามหลวง สยาม กฤษณะ วันเฉลิม ที่ทหารของแก๊ง คสช. กับประยุทธ์ จันทร์โอชาต้องรับผิดชอบ

ไม่ว่าจะมีการสั่งฆ่าโดยตรง หรือเปิดไฟเขียวให้คนอื่นฆ่า ผู้ที่รับผิดชอบจะต้องเป็นผู้ที่ถืออำนาจทางการเมืองผู้บังคับบัญชาและผู้ปฏิบัติตามคำสั่งในยุคนั้นๆ ตัวอย่างเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยกมา (ไม่นับรวมกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐรังแกประชาชนในชีวิตประจำวัน) สะท้อนว่า ชนชั้นปกครองไทยมือเปื้อนเลือดจากการก่อ “อาชญากรรมรัฐ” ซ้ำแล้วซ้ำอีก ด้วยอาศัยอำนาจในกฎหมายความมั่นคง กฎหมายปราบปรามประชาชนต่างๆ ที่ฝ่ายตนเป็นผู้ตรากฎหมาย จึงไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดถูกลงโทษ จนกลายเป็นวัฒนธรรมลอยนวลของอาชญากรระดับสูงที่ผลิตซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง และหาทางออกกฎหมายนิรโทษกรรมตั้งแต่กรณี 14 ตุลา 16 โดยไม่แก้ไขระบบนิติรัฐ และสอบสวนหาความจริงอย่างเป็นทางการ

แม้เป็นที่ปรากฏชัดเจนในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนนักศึกษาเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่ธรรมศาสตร์ว่า หน่วยงานของรัฐ เช่น ทหาร กอ.รมน. ตำรวจตระเวนชายแดน สื่อมวลชน รัฐบาลไปจนถึงสถาบันหลักผู้มีมลทิน จนถึงปัจจุบันก็แทบไม่เปลี่ยนแปลง อาจแตกต่างที่มีตัวละครหน้าใหม่ราวกับเป็นผู้สืบทอด ที่โดดเด่นคือ บทบาทของตุลาภิวัฒน์ที่อภิวัฒน์จนถึงจุดต่ำสุดจนสังคมไร้เสถียรภาพจากการมีรัฐประหาร ปี 2549 ประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมใดๆ จากตำรวจ อัยการและผู้พิพากษา ไม่มีหลักประกันคุ้มครองการแสดงความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจ ระบบการเมืองแบบเถื่อนๆ ก็ได้ส่งผลสะเทือนต่อเรื่องราวในชีวิตประจำวันไปแล้ว

มาจนถึงบัดนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไร้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยสิ้นเชิง และเราไม่สามารถพึ่งพรรคการเมืองของนายทุน พึ่งพาระบบยุติธรรมและระบบราชการที่บริหารล้มเหลว หนทางคือ เราต้องให้ความสำคัญกับการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของมวลชนเพื่อขยายพื้นที่สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยให้มากที่สุด คือ จัดตั้งสหภาพแรงงานของคนรุ่นใหม่ที่ออกจากกรอบวัฒนธรรมดักดานที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน สืบสานแนวคิดสังคมนิยม สร้างพรรคสังคมนิยมปฏิวัติเพื่อคานอำนาจกับรัฐบาลนายทุนที่มีบทบาทในระบบรัฐสภาและระบบทุนนิยมที่สูบเลือดสูบเนื้อแรงงาน คานอำนาจกับอุดมการณ์ฝ่ายขวา อีกทั้ง มีข้อเรียกร้องที่ยกระดับเป็นสองเท่า ไม่ต้องเกรงว่าเราเรียกร้องสูงเกินไป เพราะรัฐไทยทำประชาธิปไตยถอยหลังล้ำเส้นเราไปหลายก้าวแล้ว จนผู้คนจะมองเรื่องผิดปกติเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

ท้ายสุด ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เราจะไม่ใช่จำเลย เราจะไม่มองว่าเราเรียกร้องเกินเหตุ ใช้ความคิดสังคมนิยมปลุกคนให้มั่นใจและออกมาต่อสู้จนเป็นต้นเหตุให้รัฐต้องขนอาวุธสงครามมาหยุดความเคลื่อนไหวของเรา อย่างที่มีคนโทษขบวนการนักศึกษาว่าเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ซึ่งการคิดเช่นนี้ไร้ความเป็นธรรมสิ้นดีและไปสกัดความฝันของเราที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม โดยให้เรายอมรับซะว่า ผู้มีอํานาจมีตำแหน่งทางชนชั้นย่อมกําหนดทุกอย่างได้เสมอ เพราะถ้าเราบังอาจออกมาเคลื่อนไหวจะมีเหตุนองเลือดเกิดขึ้น

**************************

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6