สถานการณ์ยังเลวร้ายภายใต้ระบอบเผด็จการทหารพม่า

โดย สหายเข็มหมุด

แม้ว่าไทยจะอยู่ใกล้กับพม่า แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รับรู้เกี่ยวกับประเทศพม่าเพียงแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในไทย และผู้ลี้ภัยที่อาศัยอยู่ตามชายแแดน ในบทความนี้จะรายงานสถานการณ์ปัจจุบันในพม่าและวิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนกับเผด็จการทหาร

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2563 กองทัพนำโดยพลเอกมินอ่องหล่าย ยึดอำนาจจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(NLD) ทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างกว้างขวางและการลุกฮือของประชาชนพม่า เรียกว่า ‘การปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ’ (Spring Revolution) กองทัพตอบโต้ความไม่พอใจดังกล่าวอย่างรุนแรง มีประชาชนถูกจับกุมคุมขังมากกว่า 15,000 คน มีคนถูกสังหารกว่า 2,300 คน รวมไปถึงถูกเผาบ้านกว่า 30,000 หลังคาเรือน ทั้งข่มขืน สังหารเด็ก และโจมตีทางอากาศ โดยในช่วงหลายเดือนมานี้ ทหารพม่าเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครองให้ตัวเอง ซึ่งจะจัดการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคมปีหน้า เพื่อให้แน่ใจว่ากองทัพจะได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน จึงใช้กลุ่ม Thway Thout ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่โหดเหี้ยมของฝ่ายทหารพม่าปฏิบัติการพุ่งเป้าสังหารผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และสมาชิกพรรค เมื่อสังหารเสร็จ พวกเขาจะทิ้งบัตรโทรศัพท์ไว้ที่ศพเสมอ

หลังรัฐประหาร สถานการณ์แรงงานก็ย่ำแย่ลงอย่างมาก อาทิ แรงงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ในเขตอุตสาหกรรม Hlaing Tharyar ซึ่งส่วนมากเป็นเพศหญิง พวกเขาอยู่ภายใต้ความกดดันสูง ไม่สามารถรายงานความอยุติธรรมหรือการกดขี่ขูดรีดในโรงงานได้เหมือนเมื่อก่อน เพราะนายจ้างในโรงงานจะข่มขู่ว่า จะเรียกทหารพม่ามาจับ ทำให้ไม่มีใครกล้าร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิ์ต่อศาลหรือสหภาพแรงงานเลย นอกจากสถานการณ์ความปลอดภัยในชีวิตประจำวันแล้ว การหางาน และการดิ้นรนรักษาสิทธิแรงงานอันเล็กน้อยของตัวเองก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน นี่เป็นความจริงในหมู่ชนชั้นแรงงานในพม่า

1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทหารพม่าได้โจมตีประชาชนด้วยการโจมตีทางอากาศหลายครั้ง มีประชาชนจำนวน 400,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเองตั้งแต่เกิดการรัฐประหารปีก่อน ทำให้เกิดปัญหาผู้พลัดถิ่นตามมา โดยการโจมตีทางอากาศส่วนใหญ่จะใช้เครื่องบินเจ็ทและเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งโจมตีในรัฐชาติพันธุ์ และหมู่บ้านในท้องถิ่น มีหลายบริษัทเอกชนที่ซื้อขายและทำธุรกิจกับกองทัพ อาทิ บริษัทผู้จำหน่ายน้ำมันอากาศยาน ที่ได้จัดส่งน้ำมันให้แก่ทหารพม่า บริษัทขายเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินเจ็ท เป็นต้น องค์กรภาคประชาสังคมหลายองค์กร รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ได้เรียกร้องให้ผู้จำหน่ายเชื้อเพลิงอากาศยาน ไม่ซื้อขายหรือทำธุรกิจใดๆ กับทหารพม่า เพราะพวกเขากำลังทำธุรกิจกับอาชญากรสงคราม และทหารพม่าได้นำอาวุธยุทโธปกรณ์ไปใช้ในการโจมตีพลเรือน

นอกจากความเลวร้ายของเผด็จการทหารข้างต้น ยังมีนายทุนจีนเข้ามาสูบทรัพยากรของประเทศพม่าไปผ่านกองทัพพม่าที่เป็นคนทำธุรกิจดังกล่าว เมื่อได้เงินจำนวนมหาศาลมาแล้วก็นำไปซื้ออาวุธจากประเทศต่างๆ เพื่อดำเนินการปกครองและละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อไปได้เรื่อย ๆ ดังเช่น เหมืองแร่เอิร์ธในรัฐกะฉิ่น ถูกขุดแร่ไปเป็นวัตถุดิบในสมาร์ทโฟน หรือเครื่องใช้ในบ้านเรือน ธุรกิจเหล่านี้นอกจากจะทำลายธรรมชาติและชุมชนแล้ว ก็ให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นนำ นายทุนจีนและกองทัพพม่าเท่านั้น ข้ออ้างที่ว่าการทำเหมืองจะทำให้คนในพื้นที่ท้องถิ่นมีอาชีพนั้น ในความเป็นจริงแล้ว มีการขูดรีดแรงงานราคาถูก เกิดปัญหาสุขภาพที่มาจากมลพิษในเมือง

แม้ว่าในประเทศพม่าจะมีคนหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือ ทหารยังคงมีอำนาจทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ และกดขี่ผู้ไร้อำนาจเสมอ และรักษาผลประโยชน์เพื่อคงอำนาจนั้นไว้ กองทัพซื้อขายอาวุธ ดำเนินธุรกิจการเงินต่างประเทศและการปล้นชิงทรัพยากร ปล่อยให้ประชาชนอดอยาก เกิดปัญหาผู้พลัดถิ่น และปัญหาด้านมนุษยธรรมตามมามากมาย โดยที่คนส่วนใหญ่ในพม่าเข้าไม่ถึงความเสมอภาคและความยุติธรรมใดๆ ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ แรงงาน กลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่มต้องการสร้างสหพันธรัฐ สร้างประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมอย่างแท้จริง ชาวพม่ามีการต่อสู้หลายรูปแบบตั้งแต่การนัดหยุด,การประท้วงบบถนน และต่อสู้ด้วยอาวุธ ประเด็นต่อจากนี้คือ จะสู้อย่างไรให้ได้ชัยชนะในสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ พวกเราสามารถนำไปอภิปรายถกเถียงได้ในไทยและในเวทีการพูดคุยระหว่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนจะนำเสนอในคราวต่อไป

แหล่งอ้างอิง

  1. Female factory worker under pressure during post-coup Myanmar crisis. 26 ก.ย. 65. ใน Mizzima.com
  2. Junta turns to proxy armed militias. 10 พ.ค. 65. ใน Mizzima.com

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6