ธาตุแท้ระบบทุนนิยม ทำให้คนส่วนใหญ่เป็นหนี้

โดย กระหร่าง หัวขวาน

คงไม่เกินจริงสักเท่าไหร่ ที่จะบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะ หนี้จากการลงทุนเพื่อประกอบกิจการ หรือหนี้ครัวเรือน และมันคงจะไม่เป็นปัญหา หากการเป็นหนี้นั้นเป็นการลงทุนเพื่อทำให้ตนเองประกอบกิจการหล่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว เช่น ผู้ประกอบการรายย่อยมีเงินทุนในการประกอบกิจการ หรือแม้แต่เป็นหนี้ที่ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นโดยภาระหนี้ที่มีไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตมากนัก

ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนไทย สิ้นปี 2564 คนส่วนใหญ่เป็นหนี้ครัวเรือน อยู่ที่ 89.3% สูงสุดในรอบ 16 ปี มีหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ราว 5 แสนบาท หนี้ในระบบ 78.9% และหนี้นอกระบบ 21.1% โดยกลุ่มตัวอย่างถึง 65.9% เคยผิดนัดชำระหนี้หนี้ต่อครัวเรือน 5 แสน มูลค่า 14.97 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 16 ปี (ที่มา:เวบไซต์ประชาชาติธุรกิจ)

จากตัวเลขดังกล่าว คงพอทำให้เห็นได้แล้วว่า หนี้ครัวเรือนเกิดจากการมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย รายได้ไม่เพียงพอเกิดจากกรรมาชีพไม่สามารถกำหนดค่าจ้างตามค่าใช้จ่ายของตนเองได้ (แม้ว่าเราจะมีเสรีภาพในการตกลงค่าจ้างก็ตาม แต่เสรีภาพที่มีคือเสรีภาพจอมปลอม) คนที่กำหนดค่าจ้างคือนายทุน และมักกำหนดค่าจ้างตามเกณฑ์รายได้ขี้นต่ำที่รัฐกำหนดหรือบางครั้งอาจจะต่ำกว่านั้น ทั้งนี้เพื่อรักษาอัตรากำไรของตนเอง เมื่อกรรมาชีพมีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย การผิดนัดชำระหนี้จึงเกิดขึ้น พวกเสรีนิยมซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลักก็มักจะโทษความไม่มีวินัยของลูกหนี้ หรือการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่รู้จักพอเพียง ประหยัดอดออม และพวกเสรีนิยมจะไม่มองปัญหาอื่นๆ เช่น ข้าวของที่แพงขึ้น ค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้นเป็นธรรมแค่ไหน หรือซื้อบ้าน หนี้เงินกู้ยืม หรือหนี้นอกระบบ

ในปี 2516 ‘ป๋วย อึ๊งภากรณ์’ สะท้อนความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย ผ่านบทความที่ชื่อว่า ‘จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน’ ย้อนอ่านความฝันของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแนวคิดด้านสวัสดิการสังคมที่ก้าวหน้า ที่เสนอบทบาทและภาระหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแลพลเมืองตั้งแต่เกิดจนตาย ถ้านับจากปัจจุบันก็เป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้ว แม้ว่าสังคมไทยจะมีสวัสดิการต่างๆ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ภาพรวมแล้วคุณภาพชีวิตที่ดีก็ยังห่างไกลจากความเป็นจริงและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันนี้ กลับกลายเป็นว่าคนชนชั้นล่าง อย่างพวกเราแทบจะต้องเป็นหนี้ ก่อนที่เราจะมีครอบครัว เพราะกว่าจะเรียนจบเราก็มีหนี้ กยศ. ติดตัวมาแล้ว ยิ่งหากสร้างครอบครัว มีลูกในยุคสมัยนี้ ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ลูกเป็นทารก จนเข้าโรงเรียน ไหนจะพ่อแม่ที่แก่เฒ่าลงทุกวันที่เริ่มจะไม่สามารถหารายได้เลี้ยงดูตัวเองได้และเริ่มป่วยไข้ ต้องการการดูแลทั้งเวลาและทางการเงิน สวัสดิการจากรัฐที่มีก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไรได้สักเท่าไหร่ อย่างเบี้ยเด็กเล็กเดือนละ 600 บาท เบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท มันจะไปเพียงพอ หรือแม้แต่ช่วยบรรเทา ก็ได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เมื่อรายได้ไม่พอ แต่ภาระค่าใช้จ่ายรออยู่ เพราะสวัสดิการพื้นฐานก็ไม่ดี คนจำนวนมากจึงต้องไปพึ่งพิงเจ้าหนี้ต่างๆ ที่พอจะเข้าถึงได้ คนไทยจึงเหมือนต้องเป็นหนี้ตั้งแต่ก่อนเกิดจนถึงเชิงตะกอน

ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่า พวกเราคนส่วนใหญ่เป็นหนี้เพราะความจำเป็น แม้ว่าเราจะใช้สอยอย่างประหยัดเพียงใดก็ตาม ชีวิตในระบบทุนนิยมทำให้พวกเราต้องดิ้นรนเอาตัวรอด แต่การดิ้นรนเอาตัวรอดแบบปัจเจกไม่สามารถทำให้พวกเราหลุดพ้นจากความยากจนแบบยั่งยืนได้ ในขณะที่คนรวยส่งทรัพย์สินผ่านรุ่นต่อรุ่นอย่างยั่งยืนได้ แต่พวกเราคนส่วนใหญ่ส่งผ่านความจนรุ่นต่อรุ่น สภาพแบบนี้จะไม่หายไปถ้าระบบทุนนิยมยังครอบงำสังคมไทย ความยากจนจะหลุดพ้นไปได้ก็ต่อเมื่อระบบกรรมสิทธิ์ได้ถูกกำจัดออกไปเท่านั้น


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

Advertisement