Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

ระบบทุนนิยมเปื้อนเลือดจากหัวจรดเท้า

โดย กองบรรณาธิการ

สงครามเป็นสิ่งที่มีมานานในสังคมมนุษย์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการทำสงครามเป็น “ธรรมชาติ” ของมนุษย์อย่างที่พวกฝ่ายขวาพูด หรือเป็น “ธรรมชาติของผู้ชาย” อย่างที่พวกเฟมินิสต์เสนอ ในมุมมองมาร์กซิสต์ ระบบชนชั้นเป็นต้นกำเนิดของความรุนแรงที่เห็นอย่างเป็นระบบในสังคม

สิ่งที่พิเศษสำหรับยุคทุนนิยมคือ นอกจากระบบทุนนิยมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มทุนใหญ่ซึ่งลามไปเป็นการใช้กำลังทหารระหว่างรัฐชาติแล้ว ทุนนิยมได้นำพลังมหาศาลของการผลิตแบบอุตสาหกรรมมาเป็นอาวุธในการรบ ปืนกล เครื่องบิน จรวดข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ และระบบสื่อสารต่างๆ ล้วนแต่เป็นอาวุธร้ายแรงของยุคสมัย ภายใต้ระบบทุนนิยมการแข่งขันในตลาดอาจนำไปสู่ความสร้างสรรค์ล้นฟ้าทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการอุปโภค บริโภค แต่ก็รวมไปถึงเทคโนโลยีในการผลิตอาวุธเพื่อฆ่าฟันกันด้วย

ในขณะที่มนุษย์ยังล้มตายจากโรคภัยไข้เจ็บเพราะขาดอาหาร ขาดยารักษาโรค และการผจญกับสภาพภูมิกาศที่แปรปรวน การประชุมนานาชาติภายใต้สารพัดตัวย่อ ไม่ว่าจะเป็น COP APEC หรือ G20 เป็นเพียงฉากบังหน้าสงครามและความพยายามปล้นสะดมทรัพยากรเพื่อป้อนให้กับระบบทุนนิยม โดยมีการฟอกตัวสร้างภาพผ่านวาทะกรรมหรู ผ่านสารพัดโครงการช่วยโลก และมวลมนุษย์ จนกลายเป็น “การฟอกเขียว” ที่นายทุนสามารถควบคุมป่าไม้ ควบคุมอากาศ แหล่งน้ำ ควบคุมอาหาร และยาผ่านสิทธิบัตรได้อย่างสง่างาม

นี่คือสาเหตุที่ โรซา ลัคแซมเบอร์ค เคยประกาศว่าเราต้องเลือกระหว่าง ความป่าเถื่อนของทุนนิยม กับ การปฏิวัติสร้างสังคมนิยม


คำให้การในศาลของ จอห์น แมคลีน สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

“ผมเป็นนักสังคมนิยมและเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมอังกฤษ ผมใกล้ชิดกับการต่อสู้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของกรรมาชีพ ผมต่อต้านการเกณฑ์ทหาร ผมเชื่อว่าสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นสงครามระหว่างนายทุน ถ้ามีคนถามผมว่าในกรณีที่เยอรมันบุกอังกฤษเราควรป้องกันตัวหรือไม่? ผมจะตอบว่าเรื่องการป้องกันตัวเป็นเรื่องของนายทุนอังกฤษที่อาจเสียประโยชน์เท่านั้น

“เราชาวสังคมนิยมมองว่ามีสงครามเดียวเท่านั้นที่เราควรไปมีส่วนร่วม นั้นคือสงครามทางชนชั้นที่ต่อสู้กับการปล้นสะดมและการกดขี่ขูดรีดกรรมาชีพ สำหรับเราการตายเพื่อปกป้องชนชั้นเราเองมีศักดิ์ศรีมากกว่าการไปตายเพื่อชนชั้นอื่นที่ขโมยจากเราและจับเรามาเป็นทาส”

“ผมไม่หวังร้ายต่อมนุษย์คนอื่นแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งผมยืนยันสิทธิเสรีภาพของผมที่จะพูดและที่จะประท้วงต่อต้านสิ่งที่ผิด ….ผมมิได้ยืนอยู่ในศาลครั้งนี้ในฐานะจำเลย แต่ระบบทุนนิยมที่เปื้อนเลือดจากหัวจรดเท้าต่างหากที่เป็นจำเลยแท้……….”


สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (1914-1918) เป็นตัวอย่างที่ดีของความป่าเถื่อนที่มาจากสงครามแบบอุตสาหกรรมของทุนนิยม และสงครามนี้มีบทเรียนสำคัญสำหรับมาร์กซิสต์ทุกวันนี้คือ

1.สงครามเป็นการแย่งชิงกันระหว่างกลุ่มทุนโดยที่กรรมาชีพและคนยากจนเป็นเหยื่อเสมอ

2.กระแสคลั่งชาติของฝ่ายชนชั้นนายทุนเป็นกระแสที่ใช้ชักชวนกรรมาชีพและชาวนาจากประเทศต่างๆ ให้ไปฆ่ากันเอง พรรคสังคมนิยมพรรคไหนที่ไม่ชัดเจนเรื่องการปฏิเสธแนวชาตินิยมหรือการประนีประนอมกับทุนนิยม จะถูกลากไปตามกระแสสงคราม ดังเช่นที่เห็นในสากลสังคมนิยมที่สองเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น นักมาร์กซิสต์และนักสังคมนิยมส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้านกระแสคลั่งชาติได้ ในกลุ่มนี้มี เลนิน, ตรอทสกี, โรซา ลัคแซมเบอร์ค, คาร์ล ไลปนิค, คลารา เซทคิน และ จอห์น แมคลีน

3.วิธีต้านสงครามที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการก่อกบฏหรือการปฏิวัติมวลชน สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจบลงเพราะมีการปฏิวัติในรัสเซียและเยอรมัน และสหรัฐต้องเลิกรบในสงครามเวียดนามเพราะทหารสหรัฐและพลเมืองที่ต้องลำบากจาการสูญเสีย บาดเจ็บไม่ต้องการรบอีกต่อไป


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

Advertisement

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ 

Create a website or blog at WordPress.com