Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

คนรวยสำคัญต่อเศรษฐกิจจริงหรือ?

โดย แพรพลอย

ทฤษฎีเศรษฐกิจแบบไหลริน (Trickle-down economics) เป็นทฤษฎีทางเศรษฐกิจของเสรีนิยมที่เชื่อว่าต้องเอาใจคนรวย โดยการลดการจัดเก็บภาษีหรือกฎเกณฑ์เพื่อจูงใจให้ลงทุน แล้วคนรวยจะสร้างงาน สร้างอาชีพ แล้วความมั่งคั่งจะไหลรินลงมาสู่มือของคนงาน ซึ่งคนรวยในที่นี่คือคนจำนวน 1% ในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ในอังกฤษเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลที่นำโดยนางลิส ทรัสส์ อดีตนายกรัฐมนตรีประกาศลดการจัดเก็บภาษีจาก 45% เป็น 40% โดยกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ตรงนี้เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้มาก 12,500 ปอนด์ต่อเดือนหรือประมาณ 500,000 บาทต่อเดือนซึ่งจัดว่าเป็นคนจำนวน 1% ของประเทศ ในส่วนของไทยตามการรายงานของวอยซ์ทีวี คนจำนวน 1% คือผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 911,068 บาทต่อเดือน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 1,027,202 บาทต่อเดือน

ทฤษฎีนี้ได้มีการนำมาปรับใช้ครั้งแรกในช่วงปีทศวรรษ 80 นำโดยสองประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษที่นำโดยนางมากาเร็ต แทชเชอร์และอเมริกาที่นำโดยนายโรนัลด์ เรแกน จากวันนั้นจนถึงวันนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่า 30 ปี ในงานวิจัยล่าสุดของเดวิด โฮบจากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอนและจูเลียน ลิมเบิร์กจากคิงส์คอลเลจลอนดอนพบว่า นอกจากการลดภาษีคนรวยจะไม่ช่วยสร้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนขยายใหญ่ขึ้น และความมั่งคั่งไม่ได้ไหลรินลงมาตามที่ทฤษฎีว่าไว้

ตามการรายงานของสำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) ตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดของโควิดและก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่อัตราการเก็บภาษีต่ำที่สุด มหาเศรษฐีชาวอเมริกันจำนวน 651 คนร่ำรวยเพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคนต้องกลายเป็นคนตกงาน 8 ล้านคนตกลงไปสู่ใต้เส้นความเหลื่อมล้ำ 19 ล้านคนใกล้จะโดนไล่ออกจากบ้าน และ 26 ล้านคนกำลังประสบความไม่มั่นคงทางอาหาร คงไม่จำเป็นต้องมีปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ก็รู้ดีว่าทฤษฎีนี้ประสบความล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด

รัฐบาลเสรีนิยมใหม่ชูนโนบายนี้ว่าเป็นวิธีแก้จน หากว่ากันอย่างง่าย ๆ ทฤษฎีเศรษฐกิจแบบไหลรินนี้กำลังบอกเราว่ารัฐจะให้เงินคนจนด้วยการเอาเงินไปให้คนรวยก่อน แต่ถ้ารัฐตั้งใจจะให้เงินกับคนจนจริงจะเอาเงินไปให้คนรวยก่อนทำไม ทำไมไม่เอาเงินมาให้คนจนโดยตรงไปเสียเลย ดังนั้นคนจนในที่นี้จึงเป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการเอาเงินไปอุ้มคนรวย

ซึ่งคนที่เชื่อในทฤษฎีนี้ก็คือคนที่เชื่อว่าคนรวยนั้น “สำคัญ” ต่อเศรษฐกิจ คำถามคือแล้วถ้ามีแต่คนรวยที่เป็นเจ้าของที่ดินหรือเครื่องจักรเพียงอย่างเดียวแต่ไม่มีคนงานการผลิตสินค้าจะทำได้หรือไม่ ? ถ้าความมั่งคั่งหรือผลกำไรมาจากการขายไอโฟนหนึ่งเครื่อง ระหว่างทิม คุกซึ่งเป็นซีอีโอกับคนงานที่ประกอบไอโฟนใครเป็นคนสร้างที่มาของผลกำไร ทิม คุกซึ่งประกอบไอโฟนไม่เป็นเลย สมควรได้เงินเดือนมากถึง 1,400 เท่าของค่าเฉลี่ยเงินเดือนพนักงานบริษัทแอปเปิ้ลเพียงเพราะอยู่ในตำแหน่งที่สามารถซื้อแรงงานได้นั้นยุติธรรมจริงหรือ

การสร้างงานไม่ใช่การกุศลในระบบทุนนิยมที่มุ่งเน้นแต่ผลกำไร ในขณะที่ชนชั้นแรงงานจำเป็นต้องมีงานเพราะถ้าไม่มีงานก็อดตาย นายทุนหรือคนรวยกลับไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันเพราะไม่มีใครบังคับให้ต้องสร้างงาน

สำหรับนักมาร์กซิสต์ เรามองว่าจำนวนเงินที่ใครบางคนเป็นคนสร้างสำคัญน้อยกว่าที่มาของเงินตรงนั้น และในระบบทุนนิยมที่ประกอบไปด้วยชนชั้นหลัก ๆ อยู่ 2 ชนชั้น คือชนชั้นนายทุนซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองปัจจัยการผลิต (The mean of production) เช่น ที่ดินหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต และชนชั้นกรรมาชีพที่ดำรงชีวิตด้วยการทำงานให้กับนายจ้างแลกค่าจ้าง เครื่องจักรจะสร้างสินค้าที่เป็นที่มาของผลกำไรเองไม่ได้ถ้าไม่มีกรรมาชีพ ดังนั้นผู้ที่สร้างผลกำไรหรือความมั่งคั่งจึงเป็นแรงงานไม่ใช่นายจ้าง และนายทุนเป็นเพียงแค่ปรสิตที่สูบกินและฮุบความมั่งคั่งที่คนงานเป็นคนสร้าง

ไม่มีใครสมควรรวยและมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไม่เกี่ยวกับสังคมเลยไม่มีอยู่จริง คนงานจะมาทำงานได้ก็ต้องมีถนนหรือมีขนส่งสาธารณะที่รัฐเป็นคนลงทุนด้วยภาษีประชาชน หรือพนักงานที่เข้ามาทำงานในบริษัทก็เป็นคนที่ได้รับการศึกษาที่รัฐสนับสนุนด้วยภาษีประชาชน ไม่มีใครประสบความสำเร็จโดยไร้สังคม บางครั้งสังคมก็ช่วยอุ้มชูคนนั้น และบางครั้งก็ต้องเหยียบหัวคนอื่นในสังคมเพื่อขึ้นไปอยู่บนยอดพีระมิด

ในระบบทุนนิยมชนชั้นนายทุนพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดและผลกำไรที่มากที่สุด การไปลงทุนในประเทศที่ค่าแรงต่ำก็เป็นหนึ่งในวิธีสร้างผลกำไรและเป็นการทำลายงานในประเทศนั้น ๆ ดังเช่น ในฝรั่งเศสที่สูญเสียตำแหน่งงานมากกว่า 900,000 ตำแหน่งภายในระยะเวลา 15 ปีจากการรายงานของสำนักข่าวโลปินิยง (l’Opinion) ในปี 2016 หรือที่กำลังเกิดขึ้นในจีนในขณะนี้

ในปี 2010 ยูนิลิเวอร์บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ-เนเธอร์แลนด์ตัดสินใจไปลงทุนผลิตชายี่ห้อเอเลฟ่องและลิปตันที่ ณ ขณะนั้นผลิตโดยบริษัทลูกชื่อฟราลิบ (Fralib) ในฝรั่งเศสยังโปแลนด์ เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนในการผลิตชาหนึ่งกล่องลดลงจาก 15 เซนต์เป็น 9 เซนต์ ซึ่งส่วนต่าง 6 เซนต์ตรงนี้แลกมาด้วยชีวิตของคนงาน 182 คนและครอบครัว ในตอนนั้นยูนิลิเวอร์ยื่นข้อเสนอให้คนงานต้องเลือกระหว่างย้ายไปอยู่โปแลนด์และได้เงินเดือน 6,000 ยูโรต่อปีหรือลาออกจากบริษัทแต่คนงานในบริษัทฟราลิบเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างด้วยการเพิกเฉยต่อข้อเสนอทั้งสองข้อ และตัดสินใจสู้กลับเพื่อรักษางานของตัวเองไว้ หลังยูนิลิเวอร์ประกาศปิดโรงงาน คนงานเลือกยึดโรงงานด้วยการย้ายครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ในโรงงานเพื่อป้องกันไม่ให้คนจากยูนิลิเวอร์ยกเครื่องจักรออกไป การต่อสู้นี้กินเวลายาวนานถึงเกือบสี่ปี ในที่สุดยูนิลิเวอร์ก็ยอมแพ้ มอบโรงงานและเครื่องจักรให้แก่คนงาน บริษัทฟราลิบได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่เป็นบริษัทที่ไม่มีเจ้านาย คนงานนำผลกำไรมาแบ่งกัน และเปลี่ยนชื่อเป็น SCOP-TI รับจ้างผลิตชาให้กับแบรนด์อื่นพร้อมกับมีแบรนด์ชาเป็นของตัวเองที่มีชื่อว่า “1336” ซึ่งเป็นตัวเลขจำนวนวันที่คนงานต่อสู้เพื่อรักษางานของตัวเองไว้ และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ SCOP-TI ก็ยังดำเนินการผลิตอยู่และไม่ได้เจ๊งภายใน 3 ปีตามที่ยูนิลิเวอร์คาดการณ์ไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนที่รักษางานในฝรั่งเศสไว้ไม่ใช่นายทุนแต่เป็นคนงาน และคนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจจริงคือคนงานไม่ใช่คนรวย

ดังนั้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด 19 รัฐบาลจึงควรทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามซึ่งนั่นก็คือการจัดเก็บภาษีคนรวย เช่น จัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก แล้วนำเงินตรงนั้นมาให้ชนชั้นแรงงานซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคผ่านรัฐสวัสดิการ โรงงานควรเป็นของผู้ที่สร้างความมั่งคั่งที่แท้จริงอย่างคนงาน ไม่ใช่ของปรสิตสูบกินความมั่งคั่งอย่างชนชั้นนายทุน


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

Advertisement
%d bloggers like this: