Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

เสรีนิยมใหม่นั้น ใหม่จริงหรือ?: การเปิดศึกทางชนชั้นของนายทุน

โดย สหายกลั่น

หลายปีมานี้เราได้เห็นขบวนการภาคประชาชนสากลชูธงต่อต้าน “เสรีนิยมใหม่” ไม่ว่าจะเป็นขบวนการ ลาเวียคัมเปซีน่า (ขบวนการชาวนาสากล) ต่อต้านการค้าเสรีซึ่งจะทำให้กลุ่มทุนสามารถผูกขาดเกษตรกรรมและการจดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์ การต่อต้านของกลุ่มชาติพันธุ์จากการแย่งชิงพื้นที่เพื่อดูดทรัพยากรท้องถิ่น ทำอุตสาหกรรมเพื่อขยายทุน การต่อต้านของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจในไทย ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน ฯลฯ แต่เสรีนิยมใหม่ แท้จริงแล้วไม่ใช่อะไรใหม่ เป็นอุดมการณ์ที่ยังคงบูชากลไกตลาด เน้นการลดบทบาทของรัฐให้เหลือเพียงการใช้กำลังในการรักษาระบบตลาดเสรี ตามแนวคิดเสรีนิยม โดยดำเนินนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือเปลี่ยนแปลงการบริหารภายในให้เป็นไปตามแนวเอกชน ลดการเก็บภาษีคนรวย เพิ่มภาระภาษีคนจน ตัดสวัสดิการต่าง ๆ แล้วให้เอกชนมาบริหารแทน

ในบทความนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างจากหนังสือ การเมืองไทยในทัศนะลัทธิมาร์กซ์ ในกรณีหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ชนชั้นนายทุนไทยและทั่วโลกต้องการฟื้นฟูอัตรากำไรท่ามกลางวิกฤติ พวกเขาเพิ่มอัตราการขูดรีดชนชั้นกรรมาชีพและยังขายรัฐวิสาหกิจ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล (ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ. 2543)

ท่ามกลางการฟื้นฟูอัตรากำไร ชนชั้นนายทุนและตัวแทนในรัฐบาลของเขาจะพยายามจำกัดขอบเขตการถกเถียงเกี่ยวกับการแปรรูป (ขาย) รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โดยชี้ให้มองแค่ว่าเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คงมีแต่ “คนบ้า” ที่ต่อต้านนโยบายชนชั้นนายทุน มีการสร้างค่านิยมและอุดมการณ์จากนักวิชาการที่รับใช้ชนชั้นนายทุน ไม่ว่าจะค่านิยมการพึ่งตนเอง การพัฒนาตนเอง ความขยันอดทน การอดออม ฯลฯ ตามที่นักวิชาการหัวก้าวหน้าปัจจุบันได้วิเคราะห์เสรีนิยมใหม่ไว้ (ษัษฐรัมย์. 2564) ตัวอย่างการจำกัดขอบเขตข้อถกเถียงคือ ในการแปรรูปมหาวิทยาลัยให้ออกนอกระบบ แทนที่จะถกเถียงกันว่า “ควรจะแปรรูปมหาวิทยาลัยหรือไม่” ฝ่ายทุนเสนอว่า “ควรพิจารณา วิธี แปรรูปกันดีกว่า”

อีกด้านหนึ่ง ยังมีนักเศรษฐศาสตร์เสรีนิยมฝ่ายขวา พีเทอร์ วอร์ วิเคราะห์ว่า ปัญหาเศรษฐกิจในไทยเกิดจากค่าแรงในไทยที่สูง จึงไม่มีการลงทุน นักเศรษฐศาสตร์คนดังกล่าวจึงแนะนำว่านายทุนไทยควรลงทุนพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตแทนการกดค่าแรง แต่นายทุนและนักการเมืองไทยที่สนับสนุนแนวเสรีนิยมคงมียางอายไม่เท่านักเศรษฐศาสตร์คนนี้ เพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเสี่ยงลงทุนพัฒนาการผลิต ดังนั้น รัฐบาล ชวน หลักภัย จึงกดค่าแรงขั้นต่ำไม่ให้เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพในปี 2542 และในปี 2541 ทักษิณ ชินวัตร ก็เสนอว่าค่าแรงในไทยสูงเกินไป

เห็นได้ชัดว่า มันไม่ใช่สิ่งใหม่อะไร แต่เป็นการแสดงถึงการโต้กลับการต่อสู้ทางชนชั้นจากชนชั้นนายทุน ดังที่นักวิชาการหัวก้าวหน้า ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เปรียบเปรย เสรีนิยมใหม่ ว่าเป็นเหมือน “เหล้าเก่าในขวดใหม่” นโยบายแนวนี้ยังคงสนับสนุนกลไกตลาดท่ามกลางการขูดรีดจากกรรมาชีพและชาวนายากจน และเร็ว ๆ นี้ คือการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติท่ามกลางวิกฤติโลกรวน

การที่จะต่อต้านแนวคิดและนโยบายเสรีนิยมนี้ เราจะต้องกระตุ้นการนำตัวเองของคนงานพื้นฐาน สร้างกลุ่มศึกษาและพรรคของกรรมาชีพ ต้องมีผู้ปฏิบัติงานที่กระตือรือร้น อาศัยความอดทนในการสร้างมวลชน และทบทวนศึกษาบทเรียนการต่อสู้ต่าง ๆ ทั้งจากประสบการณ์ของตนและภายนอก ชนชั้นกรรมาชีพเองนับวันยิ่งมีจำนวนมากขึ้นและมีพลังแฝงในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้พ้นจากการขูดรีด ในขั้นแรกคือการสร้างการรวมตัวอย่างเข้มแข็ง


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

Advertisement
%d bloggers like this: