Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

ชนชั้นแรงงานต้องปลดปล่อยตนเอง

โดย คิริฮาระ

ท่ามกลางกระแสการต่อสู้ที่ตกต่ำบรรยากาศการต่อสู้ที่ซบเซา บางครั้งมันชวนให้ผู้คนไปตั้งความหวังถึงการเปลี่ยนภายในของชนชั้นปกครองเอง ไม่ว่าจะการเสียชีวิตของบุคคลที่มีอำนาจ หรือแม้แต่การขัดแย้งกันเองของชนชั้นนำ แต่บทเรียนการต่อสู้ในประวัติศาสตร์โลก สังคมไม่สามารถจะคาดหวังการเปลี่ยนแปลงอะไรจากการเสียชีวิตของชนชั้นปกครองได้และไม่ควรฝันว่าชนชั้นปกครองจะล่มสลายไปเองอีกด้วยเพราะมันจะไม่เกิดขึ้น ชนชั้นแรงงานต้องปลดปล่อยตนเองเพื่อสร้างสังคมใหม่ในที่สุด

การสังหารผู้มีอำนาจหรือการก่อการร้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนสังคมได้ ทรอทสกีเคยประณามวิธีการเช่นนี้ว่าเป็นการตัดบทบาทของมวลชนออกไป เน้นการแก้ปัญหาแบบปัจเจกที่ไม่ให้ความสำคัญกับการกระทำของมวลชนและไม่พร้อมที่จะรอการประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อปลุกระดมให้ชนชั้นกรรมาชีพลุกขึ้นสู้ เป็นการดูถูกบทบาทของมวลชนว่าไม่มีวันพัฒนาจิตสำนึกได้และต้องอ่อนแอไปตลอด

ส่วนลัทธิมาร์กซ์จะเสนอว่ามวลชนกรรมาชีพต้องเป็นผู้ปลดแอกตนเอง วิธีการนี้ยังเป็นการให้ความสำคัญกับตัวผู้นำรัฐอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมที่แท้จริงคือโครงสร้างระบบการเมืองและระบบเศรษฐกิจ

ทรอทสกียังอธิบายต่อไปว่ามันไม่ต่างจากความเชื่อที่ว่า ส.ส.ในสภาจะสามารถออกกฎหมายมาปฏิรูปสังคมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ จังๆ ได้ ผู้ก่อการร้ายเปรียบได้กับนักการเมืองธรรมดาที่ไม่หลุดจากกรอบระบบปัจจุบัน และแทนที่จะเสียเวลาหาเสียงเลือกตั้ง เขาใช้ปืนหรือระเบิดแทน ตรอทสกี้เรียกว่าเป็นพวก “ปฏิรูปใส่สูทถือระเบิด”

แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่า ทรอทสกี้ไม่ได้ประณามความรุนแรงแต่อย่างใด เขาไม่ได้โทษผู้ถูกกดขี่เพราะเขาเข้าใจว่าฝ่ายรัฐเองต่างหากที่สร้างเงื่อนไขทางสังคมให้คนพวกนี้ทนไม่ไหวจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ดังนั้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือฝ่ายรัฐเสมอ

ชนชั้นกรรมาชีพสำคัญในการสร้างระบบสังคมนิยมไม่ใช่เพราะชนชั้นนี้ถูกกดขี่ขูดรีดสูงกว่าคนกลุ่มอื่น แต่เพราะกรรมาชีพมีอำนาจซ่อนเร้นทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากกรรมาชีพเป็นชนชั้นที่อยู่ใจกลางของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม นายทุนและเครื่องจักรไม่สามารถทำงานแทนชนชั้นกรรมาชีพได้ อำนาจซ่อนเร้นนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้กำลังทุกชนิด ในสมัยปัจจุบัน ชนชั้นกรรมาชีพยังเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกอีกด้วย

ดังนั้น สังคมนิยมจึงเป็นประชาธิปไตยที่สุดเพราะถูกควบคุมโดยคนส่วนใหญ่ของสังคม ต่างจากระบบทุนนิยมและระบอบการปกครองในยุคอดีตที่ถูกควบคุมโดยคนส่วนน้อย

คนบางส่วนของสังคมที่ต้องการประชาธิปไตยแท้จริงอาจฝากความหวังไว้กับรัฐสภา คำถามว่าปฏิรูปหรือปฏิวัติเป็นคำถามแหลมคมในสังคมหลายยุคหลายสมัย หากเราอธิบายโลกโดยใช้หลักวิภาษวิธีวัตถุนิยมจะทำให้เราเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว ในระบบทุนนิยม นายทุนมีอำนาจเหนือชนชั้นแรงงานได้ กดขี่ขูดรีดได้ ก็เพราะมีอำนาจทางเศรษฐกิจจากการถือครองปัจจัยการผลิต ในปัจจุบันคนพวกนี้ยังถืออำนาจรัฐอีกด้วย

ในปี 1900 นักปฏิวัติสังคมนิยมที่ชื่อ โรซา ลัคเซมเบิร์ก อธิบายว่า การปฏิรูปและการปฏิวัติเป็นการสร้างสังคมที่แตกต่างกัน การยกเลิกสภาพการขูดรีดทางเศรษฐกิจของทุนนิยมไม่สามารถกระทำได้ด้วยกฎหมาย ในสังคมทุนนิยมไม่มีกฎหมายใดๆ ที่บังคับให้ชนชั้นกรรมาชีพต้องทำงานให้ชนชั้นนายทุน อำนาจของนายทุนเป็นอำนาจเงียบจากการควบคุมปัจจัยการผลิต ผู้ที่ชื่นชอบทุนนิยมจะอ้างว่า “ถ้าไม่ชอบถูกกดขี่จากนายจ้าง ก็เลิกทำงานซะสิ ไม่มีคนบังคับซักหน่อย” แต่แท้จริงแล้วกรรมาชีพต้องจำใจขายแรงงานเพื่อจะมีชีวิตต่อไปขณะที่กำลังถูกขูดรีด

ในปี 1917 เลนินเขียนหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” เพื่อเน้นความสำคัญของการปฏิวัติสร้างสังคมนิยม เขาเสนอว่าในประเทศประชาธิปไตยทุนนิยมก็ยังต้องปฏิวัติเพราะคนส่วนใหญ่ยังถูกขูดรีด เขาอธิบายต่อไปว่า รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นๆ หนึ่งในการกดขี่ชนชั้นอื่นๆ ดังนั้น รัฐทุนนิยมไม่สามารถเป็นประโยชน์ต่อกรรมาชีพได้ จึงต้องมีการปฏิวัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมที่แท้จริง

ที่มาของภาพ คนงานก่อสร้างกำลังนัดหยุดงาน ชูกำปั้นที่ Bois de Vincennes กรุงปารีส 13 มิถุนายน 2479 (ภาพโดย Keystone/Hulton Archive/Getty Images)


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

%d bloggers like this: