Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

พลังมวลชนนอกสภาคือหลักประกันประชาธิปไตย

โดย สหายกลั่น

ชนชั้นปกครองไม่ได้หยุดนิ่งหรือสู้กลับด้วยวิธีเดิม ๆ ซึ่งเราได้สัมผัสกันมาแล้ว และประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางชนชั้นที่ผ่านมา เราจะเห็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อรักษาการกดขี่ขูดรีดและสังคมชนชั้นไว้ โดยมีรัฐเป็นเครื่องมือ เช่น คุก ศาล ทหาร ตำรวจ สถาบันกล่อมเกลาทางสังคม เช่น โรงเรียน หนังสือพิมพ์รัฐ ครอบครัวจารีต เป็นต้น อันเป็นบทเรียนที่นักปฏิวัติรุ่นก่อนได้วิเคราะห์ รวบรวมและสรุปเอาไว้จากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ อย่าง วลาดิเมียร์ เลนิน ฟรีดริช เองเกลส์ และอันโตนิโอ กรัมชี่

ชนชั้นปกครองก็สามารถปฏิรูปตัวเองได้ แต่การปฏิรูปจะมาจากการต่อสู้ของคนชั้นล่าง อย่าง รัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” 2540 หลังการลุกฮือของกรรมาชีพจากพฤษภา 35 และ ณ ปัจจุบัน เราอยู่ภายใต้ระบอบรัฐสภาจอมปลอมที่ถูกออกแบบโดยแนวร่วมเผด็จการ รวมถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย

ในต่างประเทศก็มีตัวอย่างในทำนองเดียวกัน เช่น เมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่ประเทศชิลี หลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายที่นำโดย เกเบรียล บอริช ล้มเหลวในการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญที่ก้าวหน้า ซึ่งรับรองถึงสิทธิในการรวมตัว สิทธิชาติพันธุ์ สิ่งแวดล้อม สิทธิทางเพศ ฯลฯ และต่อมา ทั้งๆ ที่ได้ลดทอนความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญใหม่ไปมาก บอริชยังถูกกล่าวหาว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันในประเทศบราซิลรัฐบาลลูล่า จากพรรคแรงงาน ถูกม็อบฟาสซิสต์ล้อมปิดทำเนียบรัฐบาล ขัดขวางการทำงาน หลังจากที่บอลเซอนาโร นักการเมืองฝ่ายขวาแพ้การเลือกตั้ง นั่นหมายความว่า การปฏิรูปจะทำให้คนชั้นล่างมีความมั่นใจมากขึ้นในการขยายสิทธิเสรีภาพที่กว้างขึ้น

สำหรับประเทศไทยที่กำลังจะเข้าใกล้การเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม และการยุบสภาวันที่ 20 มีนาคม 2566 นักกิจกรรมจำนวนมากได้ฝากความหวังและเข้าร่วมพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ที่มีระดับความนิยมสูง แต่เราจะฝากความหวังกับการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ เนื่องจากเราทราบกันดีว่า เราอยู่ในกติกาของพวกทหาร

แน่นอนว่า ผู้เขียนไม่หันหลังให้กับการเลือกตั้งหรือรัฐสภาทุนนิยม เพราะพื้นที่ดังกล่าวก็เป็นพื้นที่สำหรับการรณรงค์ทางการเมืองได้ ดังที่เลนินเคยชี้ว่า บางครั้งเราก็ต้องยอมทำงานใน “เล้าหมู” แต่ไม่ละทิ้งการทำงานมวลชนนอกสภา บทความดังกล่าวก็มิได้ต้องการแค่วิจารณ์ คนหนุ่มสาวที่ยังปรารถนาจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งได้เข้าไปทำงานในพรรคการเมืองเพื่อผลักด้านนโยบายก้าวหน้า ยังคงน่าชื่นชม

เราเคยมีบทเรียนจากขบวนการเสื้อแดงในปี 2554 ซึ่งทักษิณ และพรรคเพื่อไทยแช่แข็งขบวนการเสื้อแดงจนขาดกำลังมวลชนต้านรัฐประหารปี 2557 การสร้างมวลชนนอกสภานั้นจึงสำคัญ มันสามารถเป็นหน่ออ่อนในการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถอนรากถอนโคน และเป็นการตระเตรียมการต้านรัฐประหาร ผลักดันความก้าวหน้านอกเหนือจากข้อจำกัดในรัฐสภา และทดสอบจุดยืนของพรรคการเมืองด้วย เราอาจจะเริ่มจากการถกเถียงในหมู่นักกิจกรรมว่าจะสร้างองค์กรมวลชนกันอย่างไร และที่ขาดไม่ได้คือ ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาอันเหมาะเจาะที่จะเชื่อมโยงกับขบวนการแรงงาน ซึ่งกำลังค่อย ๆ ลุกขึ้นมาทวงผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ หากสามารถรวมตัวกันได้จะสามารถหยุดกลไกทางเศรษฐกิจเมื่อพวกเผด็จการทหารก่อรัฐประหาร


ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก https://forms.gle/2apcTWX7sB9YCVhU6

Advertisement

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ 

Create a website or blog at WordPress.com