Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

นโยบายสาธารณสุขแบบใดที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่สังคม

โดย ไอ(I)ที่ไม่ได้แปลว่าฉัน และคมกริต

ประเด็นการรักษาสุขภาพประชาชนในกระแสหลักจะจำกัดข้อถกเถียงเพียง 2 ประเด็นหลัก คือ นโยบายสาธารณสุขที่ดี จำเป็นต้องสร้างภาระงานที่หนักหน่วงแก่แพทย์เสมอไปหรือไม่? หรือการปรับปรุงสภาพการจ้างงานของแรงงานแพทย์จะต้องให้ประชาชนเพิ่ม “วินัย” ในการดูแลสุภาพมากขึ้น แต่ในระบบทุนนิยม ทุนจะหากินกับความเจ็บป่วยของผู้คนและผลักภาระความเจ็บไข้แก่สังคม ทั้ง ๆ ที่ตัวมันเป็นต้นเหตุให้กับความเจ็บป่วยของผู้คน ทั้งจากการทำงานหนักของกรรมาชีพและการทำลายสิ่งแวดล้อม

ในการเลือกตั้งทั่วไป 2566 นี้ พรรคฝ่ายประชาธิปไตย อย่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้เสนอนโยบายสาธารณสุขที่น่าสนใจ และเป็นปะโยชน์แก่คนจนอยู่บ้าง

พรรคเพื่อไทย ประกาศว่า “อนาคตสาธารณสุขไทย คือการยกระดับโครงสร้างทั้งระบบ ให้สมบูรณ์และดียิ่งขึ้นกว่าเดิม” โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย นำระบบออนไลน์มาอำนวยความสะดวกในการรักษา จ่ายยา และนัดคิว ระดมฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีให้เด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9-11 ปีทุกคน และผู้หญิงที่ยังไม่เคยรับเชื้อ HPV มีการให้คำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยาคลินิก ทั้งที่โรงพยาบาลและผ่านระบบเทเลเมดิซีน (การให้บริการผ่านวีดีโอคอล) ส่งเสริมให้มีสถานชีวาภิบาล และให้กรุงเทพฯ มีโรงพยาบาลประจำเขตครบทั้ง 50 เขต”

พรรคก้าวไกล ชูธงการลดชั่วโมงการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้ไม่เกิน 60 ชม./สัปดาห์ เพิ่มค่าตอบแทน ค่าเวร ค่าโอทีบุคลากรทางการแพทย์ให้เป็นธรรม เพื่อให้แพทย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดความผิดพลาด  และป้องกันการไหลออกจากระบบ เสนอการกระจายแพทย์ไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพจิต สำหรับด้านสุขภาพกาย จะมีนโยบายตรวจสุขภาพประจำปี ฟรี ทั้งค่าตรวจและค่าเดินทาง และเสนอระบบสะสมแต้มสุขภาพดี โดยประชาชนสามารถนำแต้มตรงนี้มาแลกของรางวัลได้

ถึงแม้ทั้งสองพรรคได้แสดงนโยบายสาธารณสุขที่เป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่จริง แต่ยังคงแยกส่วนภาระระหว่างแพทย์กับคนไข้อยู่ ซึ่งไม่สามาถแก้ปัญหาสุขภาพอย่างครบวงจรได้ ดังนั้นแล้วเราต้องวิเคราะห์ในจุดยืนที่ว่านโยบายสาธารณสุขเอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นกรรมาชีพหรือไม่ โดยชนชั้นกรรมาชีพนี้หมายรวมถึงแรงงานแพทย์ด้วย

นโยบายการแบ่งเบาภาระค่าเดินทางไปพบแพทย์นั้น จะเพิ่มภาระการจัดการ และการจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพตัวเองแลกของรางวัลจะมีประสิทธิภาพต่ำ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในสังคมต้องทำงานหนักและยาวนาน ต้องเสียเวลาไป-กลับระหว่างที่พักและที่ทำงาน ทำให้ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ผลักดันให้เกิดการบริโภคอาหารโภชนาการต่ำราคาถูก มีเวลาออกกำลังกายน้อย ดังนั้นการลงทุนสร้างระบบขนส่งสาธารณะฟรีมีคุณภาพ การประกันสุขภาพถ้วนหน้า พร้อม ๆ กับการยกระดับสภาพการจ้างงานของแรงงานแพทย์ในทุกระดับ จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างครบวงจร และเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ ระบบรักษาพยาบาลและยาต้องฟรีโดยไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า ต้องครอบคลุมทุกโรค โดยเฉพาะโรคระบาดใหญ่ รวมทั้งมีสถานดูแลคนชรา และโรงพยาบาลจิตเวช นอกจากนี้การกระจายแพทย์และยกระดับสถานพยาบาลตามท้องที่ยังต้องอาศัยการกระจายอำนาจอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้จากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า กล่าวคือคนจนจ่ายน้อย พวกเศรษฐีนายทุนต้องจ่ายมาก และเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เนื่องจากความมั่งคั่งเหล่านี้เกิดจากการลงแรงกายและสมองของกรรมาชีพหลายล้านคน ชนชั้นนายทุนเป็นเพียงแค่ชนชั้นปรสิตที่คอยสูบกินความมั่งคั่งที่ชนชั้นกรรมาชีพสร้าง แต่ชนชั้นนายทุนจะไม่ยอมให้การเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้าเพื่อผลักดันนโยบายสาธารณสุขก้าวหน้าที่เป็นประโยชน์กับชนชั้นกรรมาชีพเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เนื่องจากนโยบายนี้จะไปลดชิ้นเค้กของนายทุน

จากการต่อสู้ของมวลชนใน 2-3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ 2563 ได้ส่งผลให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีลักษณะหัวก้าวหน้าได้เข้ามาร่วมต่อสู้กับมวลชน และมีความพยายามในการจัดตั้งของสมาพันธ์แพทย์ผู้ปฏิบัติงานเพื่อต่อสู้กับสภาพการทำงานหนัก รวมถึงยังเป็นหัวหอกในการเรียกร้องการปรับปรุงสภาพการจ้างงานของแพทย์

นั่นหมายความว่า นอกจากการสนับสนุนนโยบายสาธารณสุขเหล่านี้แล้ว การรื้อฟื้นขบวนการแรงงานให้เข้มแข็งจะเป็นการปกป้องและขยายนโยบายสาธารณสุขในข้างต้น รวมถึงนโยบายด้านอื่น ๆ อีกด้วย

Advertisement

ถ้าเห็นด้วยกับแนวทาง “องค์กรสังคมนิยมแรงงาน” เชิญสมัครสมาชิก

บทความอื่น ๆ 

Create a website or blog at WordPress.com