นักมาร์กซิสต์คิดอย่างไรกับกฎหมายแรงงาน

รัฐทุนนิยมมักจะปลอบประโลมเราอยู่เสมอว่า รัฐช่วยเหลือให้คนงานได้รับความยุติธรรมด้วยกฎหมายแรงงานคุ้มครองลูกจ้าง แต่เมื่อเราพิจารณาจากฎหมายแรงงานที่มีอยู่ในสังคมไทย อ่านแล้วดูดีราวกับว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานปกป้องคนงานไม่ให้นายจ้างปฎิบัติต่อคนงานอย่างไม่เป็นธรรม แน่นอนว่ามันช่วยเราได้ในแค่บางส่วน

สังคมนิยมในอนาคตจะมีหน้าตาอย่างไร?

สาเหตุสำคัญ ที่นักมาร์คซิสต์ รวมถึงมาร์คซ์เอง ไม่ยอมลงรายละเอียดว่าสังคมนิยมจะมีหน้าตาอย่างไร ก็เพราะเรามองว่าสังคมหลังทุนนิยม (หรือ “สังคมนิยม” นั้นเอง) ต้องออกแบบโดยคนธรรมดาทั้งปวงร่วมกัน อย่างไรก็ตามสังคมนิยมน่าจะ

มาร์กซิสกับการปลดปล่อยผู้หญิง

ครอบครัวกลายเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่่ผลิต “แรงงานรุ่นใหม่” และยังเป็นสถาบันที่คอยกล่อมเกลาผลิตซ้ำความคิด “กดขี่ทางเพศ” เพื่อให้ผู้หญิงเป็นแรงงานในบ้าน และเพื่อให้ผู้ชายที่ในสมัยโบราณถูกเชื่อว่ามีศักยภาพทางกายภาพในการผลิตหรือการรบมากกว่า มาทำงานนอกบ้าน ในปัจจุบันผู้หญิงเองก็ถูกดึงมาเป็นแรงงานนอกบ้านด้วย

สร้างแนวร่วมกับชาวนา?

ชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ชนชั้นชาวนาไม่ได้มีเพียงเกษตรกร การทำฟาร์มในอังกฤษและประเทศทุนนิยมก้าวหน้าอื่นๆ เป็นอุตสาหกรรมทุนนิยม เกษตรกรรมส่วนใหญ่ถูกครอบงำโดยเจ้าที่ดินรายใหญ่ผู้ซึ่งดำเนินธุรกิจ จ้างคนงานเช่นเดียวกับเจ้าของโรงงานและบริษัทข้ามชาติ

การแข่งขันของนายทุนกำลังก่อสงครามครั้งใหม่ในยูเครนได้อย่างไร

นักปฏิวัติสังคมนิยม วลาดิเมียร์ เลนิน กล่าวว่า “ในทางที่ดีกว่าของทุกๆ ประเทศ เราควรที่จะสนใจต่อสู้เพื่อต่อต้านลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติของประเทศนั้นๆ เพื่อปลุกความเกลียดชังต่อเจ้าของรัฐบาล (ผู้แปล-ชนชั้นนายทุน)”

อะไรคือมูลค่าที่แท้จริงเบื้องหลังกระแสความนิยมศิลปะ NFT ราคาแพง

กลเม็ดเล่ห์เหลี่ยมทางการเงินของนายทุนได้ทำนิวโลว์ด้วยการพัฒนา NFT หรือ “non-fungible tokens” มันเกี่ยวข้องกับการเทรดบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีอยู่จริง เพียงแต่โดยหลักแล้วมันสามารถทำกำไรได้

พลังมวลชนกลุ่มใดคือ “แนวต้าน” ที่เป็นคำตอบของชีเช็ก?

ชีเช็กอ้างว่า การที่สตาลินบังคับเกษตรกรมาทำการเกษตรร่วมในปี 1929 [ การรวมตัวของเกษตรกรมาทำเรือกสวนไร่นาร่วมกันในพื้นที่เดียวแบบนารวม โดยรัฐมีสิทธิในผลผลิตแทบทั้งหมดและบังคับแจกจ่ายผลผลิตโดยรัฐ คล้ายอุตสาหกรรมเกษตร ] เป็น “นโยบายที่สอดคล้องกับการปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ” ไม่ใช่การล่มสลายของการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงระบอบไปสู่ทุนนิยมโดยรัฐแต่ประการใด

ชนชั้นปกครองมีกฎหมาย ศาล คุก ตำรวจ เป็นเครื่องมือในการปราบปรามคนหนุ่มสาว

ในรอบ ๑๐ ปีมานี้ เราจะพบว่ารัฐใช้ศาลเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนอย่างหนักหน่วง และใช้ศาลรัฐธรรมนูญในการกำจัดคู่แข่งทางการเมืองเพื่อกรุยทางไปสู่อำนาจให้กับพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน อนาคตใหม่ และโดยเฉพาะล่าสุดมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓  ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ว่าเป็นการชุมนุมที่ต้องการล้มล้างการปกครอง ทั้งๆ ที่ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะเป็นมนุษย์ที่ต้องการออกแบบการปกครองของประเทศ และต้องการให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัว 

ปัญหาคาซังกับการศึกษาไทย

ระบบการศึกษาถ้ายึดถือความเท่าเทียมและความสำคัญในการพัฒนาประชากรแล้วก็ไม่ควรนำมาหากำไร รัฐบาลไม่ควรหากำไรกับการศึกษา แม้ว่างบที่ลงทุนไปจะขาดทุนก็ตาม ข้อเสนอของผู้เขียนคือการศึกษาควรให้เวลาบุคคลได้พัฒนาชีวิตตัวเอง ได้มีเวลาสำรวจโลก ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่กลับมาจากโรงเรียนแล้วก็หมดแรงเหนื่อยกายเหนื่อยใจ

UBI แก้ปัญหาการฉวยประโยชน์ในสังคมทุนนิยมได้ไหม?

UBI (Universal Basic Income) คือ รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า รัฐนำเงินภาษีมาแจกจ่ายแก่ประชาชนทุกคน และเป็นจำนวนเงินที่เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่ง UBI เป็นการให้เปล่าแบบไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ควรจะได้รับ ไม่ใช่สวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์ หรือการแบมือขอ

เหตุใดการเสนอปฏิรูปรัฐกลายเป็น “ล้มล้างการปกครอง”

เอเกิล ได้พูดถึงองค์กรพิเศษของคนติดอาวุธ “ลักษณะเด่นประการที่สองคือการจัดตั้งอำนาจสาธารณะ ซึ่งไม่เป็นหนึ่งเดียวโดยตรงกับประชาชนที่จัดตั้งตนเองเป็นกำลังติดอาวุธอีกต่อไป อำนาจสาธารณะพิเศษนี้มีความจำเป็น เพราะองค์กรจัดตั้งติดอาวุธที่ทำการโดยอัตโนมัติของประชาชน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เมื่อสังคมแตกแยกเป็นชนชั้น.. นอกจากประกอบด้วยกำลังคนติดอาวุธแล้ว ยังประกอบด้วยเครื่องค้ำจุนทางวัตถุ คุก และสถาบัน อำนาจ ทุกชนิด ซึ่งสังคมชาติกุล(เผ่า) ไม่เคยพบเห็น”

กฎหมาย 112 ไร้ความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ต้องรณรงค์ให้ยกเลิก

กฎหมาย 112 เป็นกฎหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยสิ้นเชิง และสังคมใดที่ไม่สามารถพูดอะไรบางอย่างได้เกี่ยวกับการเมือง หรือบุคคลสาธารณะ ไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย

สังคมชนชั้นและเห็นแก่ตัวเป็นธรรมชาติของมนุษย์จริงหรือ?

บรรดาฝ่ายขวาและพวกนิยมระบบทุนนิยมมักจะโต้แย้งนักสังคมนิยมว่า “รัฐและชนชั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ” และ “ธรรมชาติมนุษย์มีแต่ความโลภและเห็นแก่ตัว” ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่มีควบคู่กับสังคมทุนนิยมมาตลอด กระทั่งมีทฤษฎีสภาพธรรมชาติ (State of Nature) ของโธมัส ฮอปส์ ที่เสนอว่า มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวแก่งแย่งทรัพยากรกันเพื่อเอาตัวรอดและก่อสงครามเป็นธรรมชาติพื้นฐาน เพื่อยุติความขัดแย้งนี้ ต้องมีรัฐโดยให้ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตัดสินความขัดแย้งให้เรา พูดง่ายๆคือเสนอให้มีคนถืออำนาจและปกครองนั่นเอง

ฝ่ายซ้ายต้องสร้างแนวร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหว GLBTQ

เมื่อพูดถึง GLBTQ หรือพวกเกย์ ตุ๊ด ทอม ดี้ กระเทย สาวประเภทสอง คนรักเพศเดียวกัน และคนข้ามเพศ ที่สังคมเก่าเรียกกัน อดีตฝ่ายซ้าย พวกสหายเก่า หรือผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักสังคมนิยม” ในไทยมักจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร ต้องเอาเรื่องการเมืองเรื่องประชาธิปไตย “เรื่องใหญ่ๆ” มาก่อน เรื่องเกย์ตุ๊ดหรือแม้แต่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนด้านสตรีในการเมืองเรื่องเพศถือว่าเป็นเรื่องเล็กเป็นเรื่องกระจอก หากสังคมเปลี่ยนแปลงไปแล้วหรือปฏิวัติแล้วค่อยมาว่ากัน นั่นหมายความว่า…พวกเขาไม่รู้เลยว่า การต่อสู้ของ GLBTQ นี้พัฒนามาพร้อมกับการต่อสู้เพื่อสังคมนิยม การเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพทางเพศ และการปลดแอกเกย์ เป็นประวัติศาสตร์เดียวกันกับประวัติศาสตร์สังคมนิยม

รื้อฟื้นการต่อสู้ ขบวนการแรงงานซ้ายใหม่

ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่สร้างชนชั้นหลักๆ ๒ ชนชั้น คือ ชนชั้นนายทุนผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตของสังคมและใช้แรงงานรับจ้างทำงานให้ และชนชั้นแรงงานซึ่งคือแรงงานรับจ้างไม่มีปัจจัยการผลิตเป็นของตัวเอง ต้องอาศัยการขายพลังแรงงานทักษะความสามารถเพื่อยังชีพตนเองเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรฝ่ายผลิตในโรงงาน พนักงานในบริษัท ห้างร้าน ต่างๆ คนขับรถเมล์ พนักงานในภาคบริการ เช่น สถาบันการเงิน พยาบาล หรือครูบาอาจารย์ล้วนอยู่ในชนชั้นแรงงาน

โรงงานนรกในโรงเรียน

เมื่อปี 2563 ได้ปรากฎการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตลอดจนอนาคตของพวกเขา เพราะไม่อาจทนกับการถูกล้างสมองและกดขี่ของพวกอนุรักษ์นิยมและเผด็จการทหารได้อีกต่อไป

ชนชั้นปกครองพยายามทำลายความฝันถึงสังคมนิยมใน 6 ตุลา 19

ความฝันของสังคมนิยม คือ การเห็นมนุษย์มีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ชนชั้นปกครองและนายทุน บวกกับชนชั้นกลาง ไม่พอใจความฝันเหล่านั้น ที่กำลังเกิดเป็นกระแสทางการเมือง พวกเขามีฉันทามติร่วมกันในครั้งนั้น ว่าต้องทำลายกระแสนี้ เพื่อรักษาอภิสิทธิ์ชนของพวกตนเอาไว้

เชื่อมประเด็นการเมืองเข้ากับปากท้อง ขยายแนวร่วม

การต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ปลดแอกทางชนชั้น บางครั้งเริ่มต้นจากประเด็นการ “การเมือง” แล้วพัฒนาต่อไปสู่ประเด็น “ปากท้อง” บางครั้งเริ่มจากปากท้องแล้วพัฒนาต่อไปสู่การเมือง

ข้อเสนอต่อขบวนการประชาธิปไตย

การมองว่าอำนาจเผด็จการขึ้นอยู่เพียงบุคคลคนเดียว หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งน่าจะมีข้อบกพร่องอยู่มาก การมองที่ผิดพลาดอาจจะนำมาซึ่งการต่อสู้ที่ผิดทางไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นในกรณีประเทศอียิปเมื่อขบวนการประชาชนล้มเผด็จการมูบารัคที่ครองอำนาจมายาวนานลงได้ และเลือกผู้นำใหม่จากพรรคภรดรภาพมุสลิม แต่ไม่ยอมทำลายโครงสร้างเผด็จการทหารเดิม เมื่อกองทัพตั้งหลักได้จึงทำรัฐประหารและยึดอำนาจคืน ในตอนแรกดูเหมือนว่าการกำจัดมูบารัคได้จะทำให้โครงสร้างเผด็จการอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วกองทัพยังกุมอำนาจอยู่มาก

แรงงานมีพลังพิเศษในระบบทุนนิยม

การปฏิวัติเช่นนี้ชนชั้นอื่นทำไม่ได้ ต้องเป็นการกระทำของชนชั้นแรงงานเท่านั้น เพราะระบบทุนนิยมได้สร้างให้ชนชั้นแรงงานมีพลังพิเศษ ด้วยอยู่ใจกลางของระบบการผลิต พวกเขาจึงสามารถยึดปัจจัยการผลิตเพื่อมาผลิตสินค้าตอบสนองสังคมได้ทันที

ไม่ควรมีวัคซีนทางเลือกสำหรับคนมีเงิน แต่ควรมีวัคซีนที่หลากหลาย “ฟรี” สำหรับทุกคน

ในยามวิกฤติเช่นนี้ ไม่ควรตอกยำความเหลือล้ำ ไม่ควรมีวัคซีนทางเลือกแค่สำหรับคนมีเงินจ่าย แต่ควรมีวัคซีนที่หลากหลาย ฟรี สำหรับทุกคน ตามความจำเป็น